สัญญาณ BLUETOOTH ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราได้ หรือไม่?!

Myth of Bluetooth Banner 1

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ในทุกๆ วัน ที่เราใช้งานอุปกรณ์เสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลำโพงบลูทูธ, หูฟังออกกำลังกาย หรือใช้งานหูฟังบลูทูธ, หูฟังไร้สาย ในทุกๆ วัน Bluetooth (บลูทูธ) ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเรา หรือไม่? เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันครับ!

Myth of Bluetooth 2

สัญญาณบลูทูธส่งผลกระทบต่อร่างกาย หรือไม่?

เทคโนโลยีไร้สาย อย่าง “บลูทูธ” ที่เราใช้งานกันในชีวิตประจำวันปกติทั่วไป ได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อยู่ในอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ มากมาย เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรานั้นสะดวกขึ้นจริงๆ และอีกมุมหนึ่งก็มีความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับบลูทูธในหลายแง่มุม เช่น ความกลัวที่ว่าหูฟังบลูทูธที่อยู่ใกล้ตัวเรา สอดเข้าไปในใบหูของเรา มันจะเป็นอันตราย หรือส่งผลเอฟเฟกต์บ้างอย่างต่อร่างกายได้หรือไม่?
Myth of Bluetooth 1

บลูทูธทำงานอย่างไร?

Bluetooth เป็นเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่สามารถใช้ในการรับ/ส่งข้อมูลระยะใกล้ จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์อื่น โดยพื้นฐานแล้วเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย 1:1 ที่ใช้ความถี่คลื่นวิทยุย่าน 2.4 GHz และใช้งานกันอย่างแพร่หลายควบคู่ไปกับ WIFI อยู่ในอุปกรณ์มากมาย เช่น หากเราเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับลำโพงบลูทูธ ทั้งสองอุปกรณ์จะสื่อสารกันผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง นี่คือ “การแผ่รังสีจากบลูทูธ” อุปกรณ์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแบบไร้สาย ผ่านการเชื่อมต่อที่เสถียร ซึ่งโดยปกติจะใช้งานในระยื ะทางสั้นๆ เท่านั้น

สัญญาณบลูทูธ ไปไกลถึงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ Class อย่างเช่น Class 1 และ Class 2 มีระยะการเชื่อมต่อตั้งแต่ 5-30 เมตร มาตรฐานนี้ผลิตขึ้นเพื่อให้ใช้งานในอุปกรณ์ เช่น หูฟังบลูทูธ, ลำโพงบลูทูธ, นาฬิกาบลูทูธ หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ ที่เป็นบลูทูธ Class 1 สามารถใช้งานเชื่อมต่อได้ในระยะ 100 เมตร หรือมากกว่านั้นก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การเชื่อมต่อในระยะทางนั้นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งกีดขวางต่างๆ ด้วย

สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Bluetooth และ Wi-Fi แตกต่างกันอย่างไร? และ บลทูธ Bluetooth V.4.2 vs V.5.0 vs V.5.1 แตกต่างกันอย่างไร?

Myth of Bluetooth 4

รูปภาพประกอบจาก bose.com

รังสีจากบลูทูธ เป็นอันตรายหรือไม่?

จริงๆ แล้ว ในชีวิตประจำวันของเราเกือบตลอดเวลา ถูกล้อมรอบไปด้วยรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งบลูทูธก็จัดอยู่ในส่วนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม รังสีที่ปล่อยออกมาจากอุปกรณ์บลูทูธทั่วไปๆ นั้น ถือว่าอยู่ในปริมาณที่ต่ำ ซึ่งน้อยกว่าที่คลื่นที่ปล่อยออกมาจากสมาร์ทโฟน หรือเราเตอร์ Wi-Fi เป็นต้น

SAR – หน่วยของการวัดรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า

หน่วยของการวัดที่ใช้ในการประเมินความแรงของรังสีที่ปล่อยออกมา คือ อัตราการดูดซับจำเพาะ (SAR) เป็นการบ่งชี้ว่าร่างกายมนุษย์ดูดซับรังสีมากน้อยเพียงใด สิ่งเหล่านี้มาจาก Federal Office for Radiation Protection และระบุว่าน้ำหนักตัวรวมสูงถึง 0.08 วัตต์/กิโลกรัม หรือสูงถึง 2 วัตต์/กิโลกรัมในแต่ละส่วนของร่างกาย ถือว่าไม่เป็นอันตราย

Myth of Bluetooth 5

รูปภาพประกอบจาก apple.com

สมาร์ทโฟน และหูฟังบลูทูธ มีการแผ่รังสีสูงแค่ไหน?

ค่า SAR สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นสามารถตรวจสอบได้ที่ Federal Office for Radiation Protection เช่น :

  • Huawei P30 : SAR ที่หู 0.33, SAR ที่ร่างกาย 0.85
  • Apple iPhone 11 : ค่า SAR ที่หู 0.95, ค่า SAR ที่ร่างกาย 0.99
  • Samsung Galaxy S10 : ค่า SAR ที่หู 0.48, ค่า SAR ที่ร่างกาย 1.59

อย่าง Apple Airpods ซึ่งเป็นหนึ่งในหูฟัง In-Ear แบบไร้สายที่กำลังเป็นที่นิยม มีกำลังส่ง Class 1 จึงอยู่ในระดับสูง และยังมีค่า SAR เทียบเท่ากับสมาร์ทโฟน คือ 0.466 วัตต์/กิโลกรัม ซึ่งยังต่ำกว่าขีดจำกัดที่ 2 วัตต์ได้เป็นอย่างดี หูฟังบลูทูธอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นของคลาส 2 หรือ 3 ดังนั้นจึงมีค่าที่ต่ำกว่ากำหนดมาก

พักบ้าง ให้ห่างไกลจากคลื่นรังสีต่างๆ

ใช้หูฟังบลูทูธ บ่อยๆ ระยะเวลานานๆ จริงๆ มันไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามหน่วยงาน German Federal Office for Radiation Protection แนะนำให้ลดการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ที่แผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวเราให้น้อยที่สุด ในทางปฏิบัติเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากคลื่นรังสีต่างๆ ได้ 100% อยู่แล้ว แต่ก็มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการพัก หรือเลี่ยงจากคลื่นรังสีเหล่านี้ได้บ้าง เช่น

  • การติดตั้งเราเตอร์ Wi-Fi ควรติดตั้งในบริเวณพื้นที่ที่โล่งๆ ไม่มีคนอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • สัญญาณโทรศัพท์, Bluetooth, และ Wi-Fi เมื่อไม่ใช้งานก็ควรปิด
  • วางอุปกรณ์สื่อสารให้ห่างจากตัว ในเวลากลางคืน ไม่ควรวางสมาร์ทโฟนไว้ข้างศีรษะโดยตรง หรืออย่างดีที่สุด ก็คือไม่ควรวางสมาร์ทโฟนไว้ในห้องนอนเลย
  • โหมดเครื่องบิน หรือโหมดห้ามรบกวนช่วยได้ หากคุณใช้โทรศัพท์มือถือเป็นนาฬิกาปลุก ให้ตั้งโหมด Airplane Mode หรือโหมดเครื่องบิน เพื่อปิดการทำงานของระบบการเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้งหมด เช่น สัญญาณโทรศัพท์, Wi-Fi รวมไปถึง Bluetooth ไม่ให้รบกวนในเวลานอนตอนกลางคืนของเรา (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โหมดเครื่องบิน คลิก!)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้เราพักผ่อน หรือหลีกเลี่ยงจากคลื่นรังสีต่างๆ เหล่านี้ได้บ้าง

Myth of Bluetooth Banner Bose Sleepbuds II

หูฟังไร้สาย สายสุขภาพ ตัวช่วยในการนอนหลับ

ความเหนื่อยล้า สิ่งรบกวนรอบด้าน ไปจนถึงความเครียด อาจทำให้เรานอนไม่หลับ หรือหลับยาก หลายท่านมีวิธีแก้อาการเหล่านี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่แน่นอนสายเทคโนโลยีเสียง เราต้องแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับของเราด้วยเสียงสิ ขอยกตัวอย่างเทคโนโลยีหูฟังไร้สายแบรนด์คุณภาพยอดนิยมอย่าง BOSE ที่มีหูฟังรุ่นใหม่ออกมาในชื่อ SLEEPBUDS II

BOSE SLEEPBUDS II

การนอนหลับ พักผ่อน หลีกเลี่ยงจากสิ่งรบกวนต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพร้อมทำในกิจกรรมต่างๆ ของวันต่อไป BOSE SLEEPBUDS II เป็นหูฟังที่ช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาอาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก ถูกออกแบบให้มีขนาดที่เล็กกะทัดรัดมากๆ วัสดุที่แข็งแรง จุกซิลิโคนที่นุ่มสบาย เป็นมิตรกับใบหู และการใช้งานในขณะที่นอนหลับ ตัวเคสหูฟังสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 10 ชม. ใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 2 ชม. เชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 ได้อย่างเสถียร คมชัด ได้ไกลถึง 9 เมตร เป็นหูฟังที่ใช้งานเพื่อการนอน ฟังเสียง Ambient Sound ต่างๆ มากมายในคลัง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายไปกับเสียงของธรรมชาติต่างๆ เช่น เสียงน้ำตก เสียงคลื่นทะเล ผ่านแอปพลิเคชั่น Bose Sleep อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นที่ช่วยจัดการการนอน/ตื่นนอนของคุณได้อีกด้วย ผ่านการทดสอบแล้วว่าจะช่วยให้เราหลับสบายยิ่งขึ้น

*เป็นหูฟังที่ไม่สามารถใช้งานฟังเพลงผ่าน Music Streaming ได้ ต้องใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่น BOSE SLEEP เท่านั้น

ความเชื่ออื่นๆ เกี่ยวกับบลูทูธ

ความเชื่อที่ว่าหูฟังบลูทูธจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ได้เป็นความเชื่อเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่ออื่นๆ เกี่ยวกับบลูทูธอีก เช่น

  • สัญญาณ Bluetooth ไม่สามารถทะลุกำแพงได้ : ความเชื่อนี้อาจมาจากการเชื่อมต่อบลูทูธในพื้นที่ที่จำกัด จริงอยู่ที่กำแพงอาจจะหนาเลยเป็นอุปสรรคในการเชื่อมต่อได้ แต่หากเราหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อผ่านกำแพง การเชื่อมต่อจะราบรื่นทันที สิ่งที่สำคัญกว่ามากสำหรับบลูทูธ คือ ระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ที่จับคู่กัน
  • ไม่สามารถเชื่อมต่อใช้งาน Bluetooth กับ Wi-Fi พร้อมกันได้ : จริงอยู่ที่เทคโนโลยีทั้งสอง ใช้ย่านความถี่วิทยุเดียวกันในการรับ/ส่งข้อมูล อย่างไรก็ตามมีหลายช่องสัญญาณในย่านความถี่ ที่ Bluetooth กับ WIFI สามารถใช้งานได้ เทคโนโลยีมีความชาญฉลาดมากขึ้น สามารถค้นหาความถี่ที่ว่าง สลับไปมาได้ตลอดเวลา เราจึงสามารถใช้งานเทคโนโลยีไร้สายทั้ง 2 พร้อมกันได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณรบกวนจากวิทยุ
  • ฟังเพลงผ่าน Bluetooth แบตเตอรี่จะหมดไว : ในยุคแรกๆ หูฟังไร้สาย หรือหูฟังบลูทูธ รวมถึงลำโพงไร้สายต่างๆ บลูทูธ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่จากสมาร์ทโฟนเยอะมาก ทำให้แบตหมดเร็ว แต่ในยุคปัจจุบัน ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เวอร์ชั่นที่ใหม่ขึ้น (ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเวอร์ชั่น 5.0 แล้ว ถูกพัฒนาให้ใช้พลังงานแบตเตอรี่น้อยลง) ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าการเชื่อมต่อบลูทูธตลอดเวลาจะทำให้แบตเตอรี่หมดไว เช่น สมาร์ทโฟนจับคู่กับหูฟังอยู่ แบตเตอรี่จะลดลงก็ต่อเมื่อเราเชื่อมต่อใช้งานฟังเพลงต่างๆ หากปิดเพลง การเชื่อมต่อบลูทูธก็จะหยุดลงเช่นกัน

สรุป: สัญญาณจากหูฟังบลูทูธ ไม่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตามผู้ผลิตอุปกรณ์บลูทูธต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมา การแผ่รังสีของบลูทูธที่ปล่อยออกมาจากหูฟังนั้น ถือว่าต่ำมาก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา แต่รู้หรือไม่? การคุยโทรศัพท์แบบแนบหู จะได้รับรังสีมากกว่าการฟังเพลงจากหูฟังไร้สาย หูฟังบลูทูธเสียอีก

โดยสรุปแล้ว หากอยากใช้งานหูฟังบลูทูธให้ปลอดภัย ควรระวังในการฟังเสียงที่ดังเกินไป และไม่ใช้หูฟังติดต่อกันเป็นเวลานานจะดีกว่า เพื่อไม่ให้กระทบต่อการได้ยินของเราในระยะยาว ขอให้มีความสุขกับเสียงเพลงครับ 🙂

บทความที่คุณอาจจะสนใจ

แชร์หน้านี้