ทำความรู้จัก SHURE MV7i ต่างจาก MV7, MV7X, MV7+, SM7B และ SM7dB อย่างไร?

ทำความรู้จัก SHURE MV7i

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาไมค์ Shure ไว้ใช้งานสักตัว ก็น่าจะเจอปัญหาที่ว่า จะซื้อรุ่นไหนดี ชื่อรุ่นก็คล้ายกันหมดเลย ราคาก็ต่างกันตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน แล้วมันต่างกันยังไง? ในบทความนี้เรามาพูดถึง SHURE ซีรีส์ 7 หรือ MV7i, MV7+, SM7B, SM7dB ว่าไมค์กลุ่มนี้เป็นไมค์แบบไหน แต่ละรุ่นเด่นตรงไหน ต่างกันอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือรุ่นไหนเหมาะกับงานแบบไหน

เลือกรุ่นที่คุณกำลังสนใจ


SHURE ซีรีส์ 7 เป็นไมค์แบบไหน

ทั้ง 4 (MV7i, MV7+, SM7B, SM7dB) รุ่นนี้เป็นไมโครโฟนไดนามิก (Dynamic Microphone) ทั้งหมด ใช้ตัวแปลงสัญญาณแบบ Moving Coil หรือขดลวดเคลื่อนที่ ซึ่งไมค์ไดนามิกนั้นก็มีหลักการทำงานที่ไม่ซับซ้อนครับ พอคลื่นเสียงวิ่งมากระทบ ‘ไดอะแฟรม‘ หรือแผ่นเมมเบรนบางๆ ด้านหน้าไมค์ แผ่นนี้ก็จะสั่นสะเทือนแล้วส่งแรงต่อไปที่ขดลวดเล็กๆ ที่ติดอยู่ด้วยกัน พอขดลวดที่วางอยู่ในสนามแม่เหล็กเกิดการขยับไปมา ก็จะสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นมาตามหลักแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งกระแสไฟฟ้านี้แหละครับคือสัญญาณเสียงที่ถูกส่งออกไปตามสาย ด้วยโครงสร้างแบบนี้ ไมค์ไดนามิกจึงมีข้อดีหลายอย่าง:

  • ทนทานมาก ไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่บอบบาง ตกหล่นหรือโดนกระแทกก็ไม่พังง่าย
  • รับเสียงดังได้สบาย ไม่ต้องกลัวเสียง Clip หรือ Distortion แม้ร้องเพลงเต็มเสียงหรือตะโกน
  • ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงสำหรับตัวแคปซูล ต่างจากไมค์คอนเดนเซอร์ที่ต้องการ Phantom Power (+48V) เพื่อเลี้ยงวงจรภายใน ไมค์ไดนามิกสร้างสัญญาณได้ด้วยตัวเอง (ยกเว้น SM7dB ที่ต้องการ Phantom สำหรับวงจรพรีแอมป์ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ใช่สำหรับตัวแคปซูล)

ไมโครโฟน คาร์ดิออย

คาร์ดิออย คืออะไร?

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ทั้ง 4 รุ่นมาพร้อมรูปแบบการรับเสียงแบบ Cardioid เช่นเดียวกันทั้งหมดครับ คำว่า Cardioid หากจะอธิบายให้เห็นภาพ รัศมีการรับเสียงจะมีลักษณะคล้าย ‘รูปหัวใจคว่ำ’ ครอบอยู่รอบตัวไมค์ ซึ่งคุณสมบัตินี้ทำให้ไมค์รับเสียงจากทิศทางด้านหน้าได้คมชัดที่สุด รับเสียงจากด้านข้างได้พอประมาณ และทำหน้าที่ตัดเสียงรบกวนจากด้านหลังออกไปได้แทบทั้งหมด

ข้อดีของรูปแบบ Cardioid คือการช่วยควบคุมเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมได้ตามธรรมชาติ เสียงรบกวนจุกจิกอย่างเสียงแอร์ เสียงพัดลมคอมพิวเตอร์ หรือเสียงพูดคุยจากด้านหลังจะถูกลดทอนลงไปอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นไมค์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องทั่วไปที่ไม่ได้ติดตั้งวัสดุซับเสียงหรือทำอะคูสติกแบบเต็มรูปแบบครับ

ต่างจาก ไมค์คอนเดนเซอร์ อย่างไร?

เวลาเลือกซื้อไมค์ หลายคนมักลังเลระหว่างไมค์ไดนามิกกับไมค์คอนเดนเซอร์ ข้อแตกต่างหลัก ๆ คือ:

  • ไมค์คอนเดนเซอร์ มีความไวสูงกว่า เก็บรายละเอียดเสียงได้มากกว่า เหมาะกับห้องอัดที่เงียบและมีอะคูสติกดี แต่ก็เก็บเสียงรบกวนรอบข้างไปด้วย
  • ไมค์ไดนามิก มีความไวต่ำกว่า แต่นั่นกลับเป็นข้อดีในหลายสถานการณ์ เพราะมันจะโฟกัสแค่เสียงจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ใกล้ ๆ ไมค์ (เช่น ปากของผู้พูด) แล้วตัดเสียงอื่นออกไป ทำให้ได้เสียงที่สะอาดแม้ห้องจะไม่ได้เก็บเสียง

เพราะเหตุนี้ ไมค์ไดนามิกจึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับพ็อดคาสเตอร์ สตรีมเมอร์ และนักจัดรายการวิทยุ ที่มักทำงานในห้องทั่วไปที่ไม่ได้ปูผนังกันเสียง

งานที่นิยมใช้

  • พ็อดคาสต์ เสียงอุ่น ตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดี เหมาะกับการอัดในห้องที่ไม่ได้ทำอะคูสติกเต็มรูปแบบ
  • สตรีมมิ่ง คุณภาพเสียงดี ติดตั้งง่าย สตรีมเมอร์บน Twitch และ YouTube นิยมใช้กันเยอะ
  • บันทึกเสียงร้อง โดยเฉพาะ SM7B ที่เป็นตำนานในห้องอัด ใช้กันมาตั้งแต่ยุค Michael Jackson
  • งานวิทยุ ป้องกันสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ดี เหมาะกับห้องส่งที่มีอุปกรณ์เยอะ
  • Voiceover เสียงเป็นธรรมชาติ อบอุ่น เหมาะกับงานพากย์และบรรยาย
SHURE MV7i ไมโครโฟนไดนามิก

Shure MV7i

MV7i เปิดตัวในงาน CES เมื่อเดือนมกราคม 2025 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2025 ถือเป็นไมค์ตัวแรกของโลกที่ฝัง Audio Interface ไว้ในตัวเครื่องอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าแค่เสียบ USB-C เข้าคอมฯ ก็พร้อมอัดได้ทันที ไม่ต้องซื้ออินเทอร์เฟซแยก ไม่ต้องหาพรีแอมป์เพิ่ม

แต่สิ่งที่ทำให้ MV7i พิเศษกว่าไมค์ USB ทั่วไปจริง ๆ คือด้านหลังเครื่อง ตรงที่ไมค์ USB ส่วนใหญ่จะมีแค่พอร์ต USB กับช่องหูฟัง แต่ MV7i มีช่องรับสัญญาณแบบ Combo (XLR + 1/4″ TRS) อยู่ด้วย ช่องนี้ทำให้เสียบไมค์ตัวที่สองเข้ามาได้เลย หรือจะเสียบกีตาร์ คีย์บอร์ด หรือเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ผ่านสาย 1/4″ โดยพรีแอมป์ในตัวรองรับอิมพีแดนซ์สูงถึง 1 เมกะโอห์ม จึงรับสัญญาณจากปิ๊กอัพกีตาร์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน DI Box

พรีแอมป์ของ Combo Input นี้ให้กำลังขยายสูงถึง +60 dB ซึ่งเพียงพอสำหรับไมค์ไดนามิกทุกรุ่นในตลาด แม้แต่ไมค์ที่มีความไวต่ำมากอย่าง SM7B ก็เสียบเข้ามาได้สบาย นอกจากนี้ยังจ่ายไฟ Phantom +48V ให้ด้วย จึงใช้กับไมค์คอนเดนเซอร์ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยไฟจากพอร์ต USB-C เพียงเส้นเดียว

ระบบ DSP ที่ปรับเสียงให้พร้อมใช้ทันที

ไมค์หลายรุ่นอัดเสียงออกมาแล้วต้องมานั่งปรับแต่งในซอฟต์แวร์อีกที แต่ MV7i มีระบบประมวลผลเสียงดิจิทัล (DSP) ในตัวที่จัดการให้ตั้งแต่ต้นทาง ผ่านแอป MOTIV Mix ของ Shure:

  • Real-time Denoiser ระบบตัดเสียงรบกวนแบบเรียลไทม์ เสียงแอร์ เสียงพัดลมคอมพิวเตอร์ หรือเสียงรถผ่านหน้าบ้าน จะถูกกรองออกไปโดยไม่กระทบคุณภาพเสียงพูดหลัก ทำให้ได้เสียงที่สะอาดแม้ไม่ได้อัดในห้องเก็บเสียง
  • Digital Popper Stopper ตัวกรองเสียงลมแบบดิจิทัล แก้ปัญหาเสียง “ป๊อป” ที่เกิดจากการออกเสียงตัวอักษรอย่าง “ป” หรือ “บ” ที่ดันลมแรง ลดความจำเป็นในการใช้ Pop Filter แบบกายภาพ
  • Tone Slider ปรับบุคลิกเสียงได้ 3 โหมด คือ Dark (เสียงทุ้มอบอุ่น), Natural (เสียงตามธรรมชาติ) และ Bright (เสียงสว่างคมชัด) เลือกได้ตามสไตล์รายการ
  • Compressor/Limiter ควบคุมช่วงกว้างของเสียง ปรับได้ตั้งแต่เบา ปานกลาง ไปจนถึงหนักแน่น ช่วยให้เสียงพูดดังสม่ำเสมอตลอดรายการ ไม่มีจังหวะที่เสียงเบาจนหายหรือดังจนกระชาก

SmartGate ฟีเจอร์ที่มีเฉพาะ MV7i

ฟีเจอร์นี้คือสิ่งที่ทำให้ MV7i แตกต่างจาก MV7+ อย่างชัดเจน SmartGate ทำงานร่วมกับ Auto Level Mode โดยจะตัดสัญญาณเสียงจากช่องที่ไม่มีคนพูดโดยอัตโนมัติ ลองนึกภาพว่ากำลังอัดพ็อดคาสต์สองคน คนหนึ่งพูดผ่าน MV7i อีกคนใช้ไมค์ที่เสียบเข้า Combo Input ถ้าไม่มี SmartGate เวลาคนที่สองพูด ไมค์ของคนแรกก็จะเก็บเสียงรั่วข้ามมาด้วย ทำให้เสียงเป็นเสียงก้องซ้อน แต่ SmartGate จะลดระดับเสียงของช่องที่ไม่ได้พูดลงอัตโนมัติ ทำให้เสียงแต่ละช่องสะอาดแยกจากกัน

แผงไฟ LED คู่แบบ 36-bit

ที่ตัวเครื่องมีแถบไฟ LED สองแถบที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นสีสัน แต่เป็นระบบแจ้งสถานะที่มีประโยชน์จริง ไฟจะเปลี่ยนสีและรูปแบบตามสถานะต่าง ๆ เช่น ไฟเขียวกระจายจากกลางหมายถึงเชื่อมต่อ USB-C สำเร็จ ไฟส้มกะพริบหมายถึงตรวจไม่เจอการเชื่อมต่อ ไฟแดงคลุมทั้งแผงหมายถึงปิดเสียงทุกช่อง สามารถตั้งค่าให้แสดงผลแบบรวม (แสดงระดับเสียงรวมของทุกช่อง) หรือแบบแยก (ฝั่งซ้ายแสดงไมค์หลัก ฝั่งขวาแสดง Combo Input) ได้ผ่านแอป MOTIV Mix

  • เชื่อมต่อ USB-C เท่านั้น (ไม่มี XLR Output)
  • ความไว -33 dBFS/Pa / เกนไมค์ 0 ถึง +36 dB / เกนอินพุต 0 ถึง +60 dB / Max SPL 128 dB
  • บอดี้ Diecast Aluminum / น้ำหนัก 567 กรัม
Shure MV7B

Shure MV7

MV7 เป็นรุ่นบุกเบิกที่เปิดตัวมาก่อน MV7+ โดยเอาดีไซน์ของ SM7B มาย่อส่วนและใส่ความสามารถในการเชื่อมต่อ USB เข้าไป ถือเป็นจุดเริ่มต้นของไมค์ไฮบริดจาก Shure ที่เปลี่ยนวงการพ็อดคาสต์ไปอย่างสิ้นเชิง

แผงควบคุมแบบสัมผัสคลาสสิก

ต่างจาก MV7+ ที่เป็นจอ LED สีสันสดใสแบบ RGB รุ่น MV7 ดั้งเดิมนี้จะมีแถบสัมผัสพร้อมไฟ LED สีเขียวที่ดูคลาสสิกและเรียบง่ายกว่า ผู้ใช้สามารถรูดนิ้วไปตามแถบไฟเพื่อปรับเกนไมค์ ปรับความดังของหูฟัง หรือแตะเพื่อปิดเสียง (Mute) ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมองจอคอมพิวเตอร์

ไมค์ไฮบริดยุคแรก

การเชื่อมต่อของ MV7 ยังใช้พอร์ตแบบ Micro-USB อยู่ (ในขณะที่รุ่นใหม่ ๆ อย่าง MV7+ หรือ MV7i เปลี่ยนเป็น USB-C หมดแล้ว) แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังทำหน้าที่เป็นไมค์ไฮบริดได้อย่างสมบูรณ์แบบ คือรองรับทั้งการต่อผ่าน USB เข้าคอมพิวเตอร์ และเสียบสาย XLR เข้ามิกเซอร์ได้

ระบบ DSP และจุดที่ต้องระวัง

ถึงจะเป็นรุ่นเก่ากว่า แต่วงจรดิจิทัลภายในก็ยังยอดเยี่ยม ทำงานร่วมกับแอป MOTIV Desktop ได้ครบถ้วน มี Auto Level Mode ช่วยปรับเสียงให้สม่ำเสมอ ปรับ EQ, Compressor และ Limiter ได้เหมือนรุ่นใหม่ ข้อควรระวังเดียวคือ ฟองน้ำกันลม (Pop Filter) ที่แถมมาจะสั้นกว่าของ MV7+ เล็กน้อย ทำให้บางคนอาจพบปัญหาเสียงพ่นลม (Plosives) อย่างตัว “ป” หรือ “พ” ได้ง่ายกว่านิดหน่อย

  • เชื่อมต่อ Micro-USB + XLR Output
  • ความไว USB: -47 dBFS/Pa, XLR: -55 dBV/Pa / Max SPL 132 dB
  • บอดี้ All-metal / น้ำหนัก 550 กรัม
SHURE MV7X

Shure MV7X

MV7X คือ MV7 ที่ถูก “ตัด” ฟังก์ชันดิจิทัลออกไปทั้งหมด ถูกสร้างมาเพื่อคนที่ตั้งใจจะใช้ไมค์ผ่านสาย XLR เข้าออดิโออินเทอร์เฟซอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับระบบ USB หรือ DSP ที่ไม่ได้ใช้งาน

คุณภาพแอนะล็อกที่จับต้องได้

รุ่นนี้ไม่มีพอร์ต USB ไม่มีแผงควบคุมแบบสัมผัส และไม่มีชิปประมวลผล DSP ในตัว มันคือไมค์ไดนามิกแบบพาสซีฟที่ต้องเสียบสาย XLR ล้วน ๆ เหมือนกับ SM7B แต่มาในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก ทำให้มันเป็นรุ่นที่ราคาถูกที่สุดในซีรีส์ MV7 ทั้งหมด

โครงสร้างและแคปซูลระดับเดียวกัน

ถึงจะถูกตัดฟีเจอร์ดิจิทัลออกไป แต่เรื่องเสียงไม่ได้ถูกลดทอนลงเลย MV7X ใช้แคปซูลรับเสียงและบอดี้เดียวกันกับ MV7 ดั้งเดิม ดังนั้นถ้าพูดถึง “คุณภาพเสียง” ที่ส่งผ่านสาย XLR ล้วน ๆ เสียงที่ได้จะเหมือนกับ MV7 ทุกประการ

โฟกัสแค่เสียงของคุณ

แม้จะไม่มี Denoiser แบบดิจิทัล แต่ MV7X ยังคงอาศัยการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่ดีเยี่ยม โดยมี Voice Isolation Technology ซึ่งเป็นการออกแบบทิศทางการรับเสียงแบบ Cardioid ที่แม่นยำ ช่วยโฟกัสเฉพาะเสียงผู้พูดและผลักเสียงรบกวนรอบข้างออกไป ทำให้ได้เสียงที่สะอาดแม้ในห้องที่ไม่ได้กรุซับเสียง

  • เชื่อมต่อ XLR เท่านั้น
  • ความไว -55 dBV/Pa / อิมพีแดนซ์ 252 โอห์ม
  • บอดี้ All-metal / น้ำหนัก 550 กรัม
ไมโครโฟนพอดแคสต์ MV7+

Shure MV7+

MV7+ เป็นรุ่นอัปเกรดจาก MV7 ดั้งเดิม ออกแบบมาให้เป็นไมค์ไฮบริดที่เชื่อมต่อได้ทั้ง USB-C และ XLR ในตัวเดียว ซึ่งนี่คือจุดขายหลักที่ทำให้ MV7+ เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นที่สุดสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้น

วันนี้ยังไม่มีมิกเซอร์หรืออินเทอร์เฟซ ก็ต่อ USB-C เข้าคอมฯ ใช้ได้เลย ระบบ DSP ในตัวจัดการเสียงให้พร้อม ไม่ต้องตั้งค่าอะไรซับซ้อน แต่วันหลังเมื่อพร้อมอัปเกรดไปใช้มิกเซอร์หรืออินเทอร์เฟซแยก ก็แค่สลับไปใช้พอร์ต XLR ได้ทันที ไม่ต้องเปลี่ยนไมค์ใหม่

ระบบ DSP ที่ครบเหมือน MV7i

MV7+ มี DSP ชุดเดียวกับ MV7i ทั้ง Real-time Denoiser, Digital Popper Stopper, Tone Slider (Dark/Natural/Bright) และ Compressor/Limiter ควบคุมผ่านแอป MOTIV Mix เช่นเดียวกัน แต่มีข้อสำคัญที่ต้องรู้คือ ฟีเจอร์ DSP ทั้งหมดนี้ทำงานเฉพาะเมื่อเชื่อมต่อผ่าน USB-C เท่านั้น ถ้าสลับไปใช้โหมด XLR ระบบ DSP จะถูกปิด รวมถึงแถบไฟ LED ก็จะดับลงด้วย เพราะสัญญาณจะถูกส่งออกแบบแอนะล็อกดิบไปให้อุปกรณ์ภายนอกจัดการแทน

Auto Level Mode

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากสำหรับสตรีมเมอร์และคนทำรายการที่ต้องขยับตัวบ่อย ๆ ระบบจะปรับระดับเสียงให้อัตโนมัติ ถ้าเผลอถอยหน้าออกจากไมค์ เสียงก็จะถูกเพิ่มขึ้น ถ้าเข้าใกล้เกินไป เสียงก็จะถูกลดลง ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงที่ดังสม่ำเสมอตลอด ไม่มีจังหวะที่เสียงหายไปหรือดังจนตกใจ

แถบสัมผัส LED แบบ RGB

แถบ LED ที่ตัวเครื่องเปลี่ยนสีได้ถึง 16.8 ล้านเฉดสี ตั้งสีให้เข้ากับธีมห้องหรือเซ็ตอัพสตรีมได้ตามต้องการ แต่ไม่ได้มีไว้แค่สวยงาม แถบนี้ใช้งานจริงได้หลายอย่าง ทั้งเป็นมาตรวัดระดับเสียงแบบเรียลไทม์ แตะเบา ๆ เพื่อปิดเสียง (Mute) ได้ทันที หรือกวาดนิ้วผ่านเพื่อปรับสัดส่วนระหว่างเสียงไมค์กับเสียงจากคอมพิวเตอร์ในหูฟัง (Monitor Mix) ได้โดยไม่ต้องเปิดแอป

ฟองน้ำกันลมแบบยาวพิเศษ

MV7+ มาพร้อมฟองน้ำกันลมที่ยาวกว่ารุ่นอื่นในตระกูล ช่วยลดปัญหาลมปะทะและเสียง Plosive ได้ดีขึ้นจากฝั่งฮาร์ดแวร์ ทำงานร่วมกับ Digital Popper Stopper ฝั่งซอฟต์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เชื่อมต่อ USB-C + XLR Output
  • ความไว USB: -33 dBFS/Pa, XLR: -55 dBV/Pa / เกน 0 ถึง +36 dB (เฉพาะ USB) / อิมพีแดนซ์ XLR 350 โอห์ม / Max SPL 128 dB
  • บอดี้ Diecast Aluminum / น้ำหนัก 573.5 กรัม
SM7B_2

Shure SM7B

SM7B อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2001 โดยอัปเกรดมาจากรุ่น SM7A และ SM7 ดั้งเดิม แต่วันนี้ก็ยังเป็นไมค์ที่เห็นบนโต๊ะพ็อดคาสเตอร์ นักร้อง และนักจัดรายการระดับโลกอยู่เสมอ มันเป็นไมค์ที่ใช้อัดอัลบั้ม Thriller ของ Michael Jackson และถูกเลือกใช้ในสตูดิโอระดับมืออาชีพมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพราะมีฟีเจอร์เยอะ แต่เพราะมันทำสิ่งเดียวได้ดีที่สุด คือให้เสียงแอนะล็อกที่บริสุทธิ์

เสียงแอนะล็อกพาสซีฟล้วน

SM7B ไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์แอกทีฟ ไม่มี DSP ไม่มีชิปประมวลผล ไม่มีแม้แต่ไฟ LED ข้างตัว ทุกอย่างทำงานแบบพาสซีฟร้อยเปอร์เซ็นต์ เสียงจากแคปซูลจะถูกส่งออกตามสายโดยไม่ผ่านการดัดแปลงใด ๆ ข้อดีคือสัญญาณเสียงมีความบริสุทธิ์สูงมาก วิศวกรเสียงสามารถนำไปปรับแต่งด้วยพรีแอมป์และอุปกรณ์ภายนอกตามต้องการได้อย่างอิสระ ไม่มีสีเสียงจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์มาแทรกแซง

ป้องกัน EMI ได้ดีเยี่ยม

หลายคนอาจเคยเจอปัญหาไมค์เก็บเสียงหึ่ง ๆ หรือเสียงแปลก ๆ เข้ามาเวลาวางใกล้จอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ SM7B ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ มีระบบป้องกันสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Interference) ที่ดีเยี่ยม ทำให้ใช้ในห้องที่มีจอมอนิเตอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้ารอบข้างเต็มไปหมดได้โดยไม่มีเสียงรบกวนแทรก

รองรับเสียงดังระดับสูง

ด้วยค่า Max SPL ที่สูงกว่า 150 dB นักร้องสามารถร้องเพลงเต็มเสียงโดยไม่ต้องกลัวเสียง Clip หรือ Distortion ความสามารถในการรับแรงดันเสียงระดับนี้ทำให้ SM7B ใช้ได้ตั้งแต่อัดเสียงพูดเบา ๆ ไปจนถึงอัดเสียงกลองสแนร์หรือตู้แอมป์กีตาร์

สวิตช์ปรับแต่งโทนเสียง

ด้านหลังเครื่องมีสวิตช์สองตัวที่ช่วยปรับบุคลิกเสียง:

  • Bass Rolloff — ลดเสียงทุ้มในย่านต่ำกว่า 400 Hz ลง ช่วยตัดเสียงฮัมจากสภาพห้องและลดปัญหา Proximity Effect (เสียงทุ้มมากเกินเวลาพูดใกล้ไมค์)
  • Presence Boost — เน้นเสียงย่าน 2-4 kHz ขึ้นประมาณ +3 dB ทำให้เสียงพูดมีความชัดเจนและตัดผ่านส่วนผสมเสียงอื่นได้ดีขึ้น

สวิตช์ทั้งสองออกแบบให้ฝังลึกอยู่ในตัวเครื่อง ต้องใช้ปลายปากกาหรือไขควงเล็ก ๆ ไปเลื่อน เพื่อป้องกันไม่ให้โดนเปลี่ยนค่าโดยไม่ตั้งใจระหว่างบันทึกเสียง

ข้อที่ต้องรู้ก่อนซื้อ

SM7B มีความไวเสียงต่ำมากที่ -59 dBV/Pa และเชื่อมต่อ XLR เท่านั้น ไม่มี USB นั่นหมายความว่าเสียบคอมฯ โดยตรงไม่ได้ ต้องมีออดิโออินเทอร์เฟซ และเพราะความไวต่ำ อินเทอร์เฟซหรือพรีแอมป์ที่ใช้ต้องมีกำลังขยายอย่างน้อย +60 dB จึงจะได้ระดับเสียงที่เพียงพอ หลายคนจึงต้องซื้อพรีแอมป์เสริมอย่าง Cloud Lifter หรือ sE DM1 Dynamite มาต่อพ่วงด้วย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณไว้

  • เชื่อมต่อ XLR เท่านั้น
  • ความไว -59 dBV/Pa / อิมพีแดนซ์ 150 โอห์ม / Max SPL มากกว่า 150 dB
  • บอดี้ Aluminum + Steel / น้ำหนัก 765.4 กรัม
ไมค์บันทึกเสียง SHURE SM7dB

Shure SM7dB

SM7dB เปิดตัวเดือนตุลาคม 2023 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่หลายคนบ่นเรื่อง SM7B มาตลอด นั่นคือ “ทำไมไมค์ดี ๆ ราคาหลายร้อยดอลลาร์ ต่อเข้าอินเทอร์เฟซแล้วเสียงยังเบาจนต้องซื้อพรีแอมป์เพิ่มอีก?” SM7dB ตอบคำถามนี้ด้วยการฝังพรีแอมป์เข้าไปในตัวไมค์เลย

พรีแอมป์แอกทีฟในตัว – จบปัญหาเกนไม่พอ

Shure ใช้เทคโนโลยีที่ได้รับลิขสิทธิ์จาก Cloud Microphones (บริษัทเดียวกับที่ทำ Cloud Lifter ที่คนใช้ SM7B หลายคนต้องซื้อมาต่อพ่วง) มาฝังไว้ในตัว SM7dB เลย ผู้ใช้สามารถเลือกเพิ่มเกนได้ 2 ระดับผ่านสวิตช์ด้านหลัง:

  • +18 dB — ยกความไวจาก -59 ขึ้นมาที่ -41 dBV/Pa เพียงพอสำหรับอินเทอร์เฟซส่วนใหญ่
  • +28 dB — ยกความไวขึ้นสูงสุดที่ -31 dBV/Pa สำหรับงานที่ต้องการเกนมาก ๆ หรือใช้กับอินเทอร์เฟซที่เกนไม่แรง

เมื่อเปิดพรีแอมป์ อิมพีแดนซ์เอาต์พุตจะลดลงจาก 150 โอห์มเหลือเพียง 27 โอห์ม ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องเกนแล้ว ยังทำให้ส่งสัญญาณผ่านสาย XLR ยาว ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัญญาณไม่หายระหว่างทาง เหมาะกับการใช้งานที่ต้องเดินสายไกล

วงจรพรีแอมป์ทำงานด้วยไฟ Phantom +48V จากอินเทอร์เฟซ ใช้กระแสสูงสุด 4.5 mA ซึ่งอินเทอร์เฟซทั่วไปจ่ายได้สบาย

โหมด Bypass – กลับเป็น SM7B ดั้งเดิมได้ทุกเมื่อ

ถ้าสลับสวิตช์ไปที่ Bypass วงจรพรีแอมป์จะถูกข้ามไปทั้งหมด สัญญาณจะวิ่งตรงจากแคปซูลออก XLR เหมือน SM7B ทุกประการ ทั้งความไว อิมพีแดนซ์ และลักษณะเสียง สำหรับคนที่มีพรีแอมป์ภายนอกคุณภาพสูงอยู่แล้วและอยากใช้มันแทน ก็แค่สลับไปโหมดนี้

แคปซูลเดียวกับ SM7B

จุดสำคัญที่ต้องเน้นคือ SM7dB ใช้แคปซูลไดนามิกตัวเดียวกันกับ SM7B ทุกประการ เสียงที่ได้จึงมีบุคลิกเหมือนกัน ย่านความถี่ตอบสนองเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่วงจรพรีแอมป์ที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ไม่ได้ไปแตะแคปซูลหรือเปลี่ยนคาแรกเตอร์เสียงแต่อย่างใด

สวิตช์ที่ใช้งานง่ายขึ้น

SM7dB ปรับปรุงสวิตช์ด้านหลังใหม่ จากแบบฝังลึกที่ต้องหาเครื่องมือมาแงะอย่าง SM7B กลายเป็นสวิตช์แบบนูนสูงที่ใช้นิ้วเลื่อนปรับได้สะดวก ทั้งสวิตช์เลือกโหมดพรีแอมป์ (Bypass / +18 dB / +28 dB) และสวิตช์ปรับแต่งโทนเสียง (Bass Rolloff และ Presence Boost) สามารถเปลี่ยนค่าได้ระหว่างบันทึกโดยไม่ต้องหยุดรายการ

  • เชื่อมต่อ XLR เท่านั้น / ต้องใช้ Phantom +48V
  • ความไว Bypass: -59, +18dB: -41, +28dB: -31 dBV/Pa / Max SPL มากกว่า 150 dB
  • บอดี้ Aluminum + Steel / น้ำหนัก 837 กรัม (หนักสุดในตระกูล เพราะมีแผงวงจรพรีแอมป์เพิ่ม)

ตารางเปรียบเทียบ

สเปก / ฟีเจอร์ MV7i MV7+ MV7 MV7X SM7B SM7dB
การเชื่อมต่อหลัก USB-C เท่านั้น USB-C และ XLR Micro-USB และ XLR XLR เท่านั้น XLR เท่านั้น XLR เท่านั้น
ช่องรับสัญญาณเพิ่ม Combo (XLR/1/4″) ไม่มี ไม่มี ไม่มี ไม่มี ไม่มี
ช่องหูฟัง (Monitor) มี มี มี ไม่มี ไม่มี ไม่มี
DSP และแอป MOTIV มี มี (เฉพาะ USB) มี (เฉพาะ USB) ไม่มี ไม่มี ไม่มี
ฟีเจอร์เด่น DSP Denoiser, Auto Level, SmartGate Denoiser, Auto Level Auto Level, EQ
พรีแอมป์ / เกนในตัว มี (ไมค์ 36dB, อินพุต 60dB) มี (36dB เฉพาะ USB) มี (36dB เฉพาะ USB) ไม่มี (พาสซีฟ) ไม่มี (ต้องการ +60dB) มี (+18dB หรือ +28dB)
ต้องการ Phantom +48V ไม่ (ใช้ไฟ USB) ไม่ (ใช้ไฟ USB/พาสซีฟเมื่อใช้ XLR) ไม่ (ใช้ไฟ USB/พาสซีฟเมื่อใช้ XLR) ไม่ (พาสซีฟ) ไม่ (พาสซีฟ) ใช่ (เพื่อพรีแอมป์)
ความไวเสียง (XLR) -55 dBV/Pa -55 dBV/Pa -55 dBV/Pa -59 dBV/Pa -59 / -41 / -31 dBV/Pa
ความไวเสียง (USB) -33 dBFS/Pa -33 dBFS/Pa -47 dBFS/Pa
อิมพีแดนซ์ (XLR) 350Ω 314Ω 252Ω 150Ω Bypass: 150Ω, Preamp: 27Ω
Max SPL 128 dB 128 dB 132 dB 132 dB >150 dB >150 dB
วัสดุบอดี้ Diecast Aluminum Diecast Aluminum All-metal All-metal Aluminum + Steel Aluminum + Steel
น้ำหนัก 567 กรัม 573.5 กรัม 550 กรัม 550 กรัม 765.4 กรัม 837 กรัม

รุ่นไหนเหมาะกับใคร?


MV7i อัดสองคน หรือเล่นดนตรีไปด้วย

  • อัดพ็อดคาสต์สองคนด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียว ต่อไมค์แขกรับเชิญเข้า Combo Input ได้เลย
  • นักดนตรีที่อยากอัดเสียงร้องพร้อมเสียบกีตาร์เข้าไปในตัวเดียว
  • ต้องออกไปอัดนอกสถานที่บ่อย ๆ อยากพกอุปกรณ์น้อยชิ้นที่สุด
  • ทำ Voiceover อยากได้ระบบที่พร้อมใช้ ไม่ต้องตั้งค่าอะไรมาก

MV7 งบจำกัดแต่อยากได้ลูกผสม

  • คนที่รับได้กับพอร์ต Micro-USB แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นแบบ USB + XLR
  • ชอบแผงควบคุมแบบสัมผัสเรียบ ๆ ไม่อยากได้ไฟ RGB กวนสายตา
  • เจอรุ่นนี้ลดราคาหนัก ๆ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่า

MV7X สาย XLR งบประหยัด

  • คนที่มีออดิโออินเทอร์เฟซหรือมิกเซอร์อยู่แล้ว ไม่ต้องการใช้ USB
  • อยากได้คุณภาพเสียงระดับ MV7 แต่ไม่อยากจ่ายเพิ่มให้ฟีเจอร์ดิจิทัลที่ไม่ได้ใช้
  • คนทำพ็อดคาสต์หลายคน (Multi-host) ที่ต้องซื้อไมค์หลายตัวพร้อมกัน การเลือก MV7X จะช่วยประหยัดงบไปได้มาก

MV7+ ทำคอนเทนต์คนเดียว งบไม่อยากบาน

  • สตรีมเมอร์หรือ YouTuber ที่ต้องการไมค์ดี ๆ ต่อ USB แล้วใช้ได้เลย
  • พ็อดคาสเตอร์เดี่ยวที่มองหาไมค์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงง่าย
  • คนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปสาย USB หรือ XLR ซื้อ MV7+ ไว้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจทีหลังได้
  • มือใหม่ที่อยากเริ่มต้นด้วยของดีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรซับซ้อน

SM7B มีสตูดิโอพร้อม อุปกรณ์ครบ

  • ห้องอัดที่มีมิกเซอร์และพรีแอมป์คุณภาพสูงรออยู่แล้ว SM7B ให้เสียงแอนะล็อกที่บริสุทธิ์ที่สุด
  • นักร้องที่ต้องการไมค์สำหรับอัดเสียงร้องจริงจัง รับเสียงดังเกิน 150 dB ได้สบาย
  • สถานีวิทยุที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เยอะ ๆ ไมค์ตัวนี้ป้องกัน EMI ได้ดีมาก
  • วิศวกรเสียงที่อยากได้สัญญาณดิบไปปรุงแต่งเองด้วยอุปกรณ์ภายนอก

SM7dB อยากได้เสียง SM7B แต่ไม่อยากยุ่งยาก

  • ชอบเสียง SM7B แต่ไม่อยากซื้อพรีแอมป์เพิ่ม เสียบอินเทอร์เฟซที่จ่าย Phantom +48V ได้ทันที
  • พ็อดคาสเตอร์ที่ต้องการเสียงแอนะล็อกระดับพรีเมียม แต่ต้องการความสะดวกกว่า SM7B
  • สตรีมเมอร์ที่อยากให้หน้าจอดูสะอาด ไม่มีกล่องพรีแอมป์แขวนอยู่บนแขนไมค์
  • คนที่อยากได้ทั้งสองโลก เปิดพรีแอมป์ก็สะดวก ปิด Bypass ก็เป็น SM7B ดั้งเดิม
แชร์หน้านี้ :

บทความ สาระความรู้

ใหม่! Soundcraft Signature Plus มิกเซอร์รุ่นล่าสุดจากซีรีส์ตำนาน

ทำความรู้จักมิกเซอร์ Soundcraft Signature Plus รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมพอร์ต USB-C และระบบ Talkback ตอบโจทย์งานสตรีมมิ่งและโฮมสตูดิโอ

สรุปเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ใน บลูทูธ 6.0 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง?

สรุปเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ใน Bluetooth 6.0 ที่ปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ช่วยระบุตำแหน่งแม่นยำ ปลอดภัย และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม

รีวิว Mackie Thumpv4 ลำโพงแอคทีฟ ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ

อ่านรีวิวลำโพง PA Mackie Thumpv4 Series วิเคราะห์สเปกจริง เสียงเบส ฟีเจอร์ตัดเสียงหอน เหมาะกับดีเจและนักดนตรีเล่นสดหรือไม่

ทำความรู้จักสินค้าใหม่จาก dBTechnologies รายละเอียดและแนวคิดโดยคุณตะวัน

อ่านบทสัมภาษณ์คุณตะวัน แนะนำสินค้าใหม่จากแบรนด์ dBTechnologies อธิบายรายละเอียดการทำงานและฟังก์ชันของระบบเสียงรุ่นล่าสุด

ผลงานการติดตั้ง

ลูกค้าของเรา ข้าวต้มซอยเบสท์ ระบบเสียงแบคกราวด์มิวสิค

ระบบเสียงแบคกราวด์มิวสิคกับร้านข้าวต้มซอยเบสท์ มาดูกันว่าการเปิดเพลงคลอเบาๆ ในร้าน ช่วยสร้างบรรยากาศสบายๆ ให้ลูกค้าที่แวะมาทานอาหารได้อย่างไรบ้าง

ลูกค้าของเรา เทศบาลตำบลสวนหลวง ระบบเสียงห้องประชุม

ชมภาพรวมระบบเสียงห้องประชุมเทศบาลตำบลสวนหลวง ดูรูปแบบสินค้าและการจัดวาง เพื่อเป็นแนวทางนำไปปรับใช้กับระบบในองค์กรคุณ

ลูกค้าของเรา Rimhong Cafe | ระบบเสียง Ozone Songkran Music Festival

พาชมระบบเสียงงาน Ozone Songkran Music Festival ที่ Rimhong Cafe จ.ศรีสะเกษ งานนี้ติดตั้งลำโพง JBL Professional SRX900 แบบ Full

ลูกค้าของเรา Next idol academy ระบบเสียงเวที ห้องเทรนนิ่ง และห้องเรียน

ขอขอบคุณ Next idol academy ที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการติดตั้งระบบเสียงสำหรับเวที ห้องเทรนนิ่ง และห้องเรียน

ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่าคุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก