หากพูดถึงมิกเซอร์อนาล็อกที่ได้รับความไว้วางใจจากคนทำงานเสียงและสตูดิโอมาอย่างยาวนาน ชื่อของ Soundcraft Signature ถือเป็นหนึ่งในซีรีส์ยอดนิยมระดับตำนานที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และในวันนี้ Signature Series ได้รับการพัฒนาต่อยอดสู่รุ่นใหม่อย่าง Soundcraft Signature Plus เรียบร้อยแล้ว ลองมาดูไปพร้อมกันว่า การกลับมาในเวอร์ชัน Plus ครั้งนี้ มีการเพิ่มฟังก์ชันการทำงาน ลูกเล่นใหม่ๆ รวมถึงคุณสมบัติด้านใดที่ได้รับการอัปเกรดให้ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันมากขึ้นบ้าง
Soundcraft Signature
ย้อนกลับกลับไปสัก 10-11 ปีก่อนหน้านี้ ถ้าพูดถึงมิกเซอร์ที่คนทำเสียงคุ้นเคยกันดี เชื่อว่าต้องมีชื่อของ Soundcraft Signature แน่ๆ มิกเซอร์รุ่นนี้มักจะถูกใช้ในงานดนตรีสดและในห้องอัด เพราะให้เนื้อเสียงอุ่น หนา แถมระบบก็มีความนิ่ง จนเป็นที่ไว้วางใจของผู็ทำงานเสียง ซึ่งนี่แหละคือมาตรฐานที่มิกเซอร์ซีรีส์นี้ทำมาได้ดีตลอด
แต่พอเวลาผ่านไป รูปแบบการทำงานของพวกเราก็เปลี่ยนตามไปด้วย การผลิตคอนเทนต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสตูดิโอใหญ่ๆ อีกแล้ว หลายคนเริ่มจัดมุมทำโฮมสตูดิโอ (พื้นที่ทำงานเสียงขนาดเล็กที่บ้าน) นั่งจัดรายการพอดแคสต์ หรือไลฟ์สตรีมมิ่งกันมากขึ้น พอรูปแบบงานต้องการความคล่องตัว ข้อจำกัดของมิกเซอร์รุ่นเก่าก็เริ่มเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อหรือการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ที่บางทีก็อาจจะยังไม่ทันใจคนทำงานยุคดิจิทัลเท่าไหร่นัก
ปัญหาการใช้งานจริงที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Soundcraft Signature Plus แนวคิดของรุ่นนี้เข้าใจง่ายมาก คือการรักษาข้อดีเดิมอย่างคุณภาพเสียงอนาล็อกที่ทุกคนไว้ใจเอาไว้ แล้วนำมาปรับโครงสร้างใหม่ โดยเติมเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่คนยุคนี้ต้องใช้งานจริงๆ เข้าไป เพื่ออุดช่องว่างระหว่างอนาล็อกกับดิจิทัล ผลที่ได้เลยออกมาเป็นมิกเซอร์ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาระบบหลังบ้านให้ทำงานได้ลื่นไหลขึ้น และตอบรับกับสไตล์การทำงานของคนทำคอนเทนต์ยุคใหม่ได้พอดีกับความต้องการ
ภาพรวม Soundcraft Signature Plus
Soundcraft Signature Plus ซีรีส์ เป็นมิกเซอร์อนาล็อกรุ่นใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Signature Series ดั้งเดิม โดยมีตัวเลือกแชนแนล (Input) ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมที่ 12, 16, 22 และ 32 แชนแนล การออกแบบเน้นความเข้าใจง่ายด้วยแผงควบคุมที่แยกตามสีและใช้ปุ่มหมุนรูปทรง “Squircle” (ทรงสี่เหลี่ยมขอบมน) ซึ่งช่วยให้จับถนัดและปรับแต่งค่าต่างๆ ได้รวดเร็ว
ระบบเสียงของซีรีส์นี้ใช้ส่วนประกอบเฉพาะทาง ได้แก่ ปรีแอมป์ไมโครโฟน Ghost, ตัวปรับแต่งความถี่เสียง (EQ) รุ่น Sapphyre, คอมเพรสเซอร์ควบคุมด้วยปุ่มเดียวจาก dbx และโปรเซสเซอร์เอฟเฟกต์ฮาร์ดแวร์ของ Lexicon ที่มาพร้อมฟังก์ชันบันทึกค่าและเคาะจังหวะ (Store and Tap Tempo) นอกจากนี้ยังมีระบบที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น แถบวัดสัญญาณ SSM (Simple Success Metering), ฟังก์ชัน Listen bus และ Talkback To สำหรับการสื่อสาร, การส่งสัญญาณไปยัง Aux, ดิจิทัลออดิโออินเตอร์เฟสผ่านพอร์ต USB-C แบบ 4 In / 4 Out ที่ความละเอียด 192kHz
รวมถึงระบบควบคุมมอนิเตอร์ โครงสร้างภายนอกผลิตมาให้มีความทนทานต่อการใช้งาน และมีการพิมพ์คิวอาร์โค้ดลงบนหน้าแผงควบคุมเพื่อให้ผู้ใช้สแกนเข้าถึงวิดีโอสอนการใช้งาน คู่มือ และข้อมูลช่วยเหลือได้ทันที อุปกรณ์ซีรีส์นี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานเสียงสำหรับศิลปิน ซาวด์เอนจิเนียร์ และผู้ผลิตคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในสตูดิโอ งานแสดงสด หรือระบบสตรีมมิ่งออนไลน์
รูปภาพ Soundcraft Ghost
Preamp Ghost คืออะไร?
ถ้าเล่าย้อนกลับไป ชื่อ “Ghost” นี้มาจากชื่อรุ่นมิกเซอร์ขนาดใหญ่ระดับตำนานของ Soundcraft ที่เคยได้รับความนิยมในสตูดิโอบันทึกเสียงช่วงยุค 90 ทางแบรนด์จึงได้ยกเอาแผงวงจรขยายสัญญาณ มาย่อส่วนใส่ไว้ในมิกเซอร์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน
ในแง่การทำงาน หน้าที่หลักของปรีแอมป์คือการรับสัญญาณเสียงที่เบามากๆ จากไมโครโฟนมาขยายให้ดังขึ้นเพื่อส่งเข้าไปจัดการต่อในมิกเซอร์ จุดเด่นของปรีแอมป์ Ghost คือสิ่งที่เรียกว่า Smooth Overload Behavior หรือความสามารถในการจัดการสัญญาณที่แรงเกินไปได้อย่างนุ่มนวล
เวลาใช้งานจริง หากมีเสียงดังกระแทกเข้ามาในไมค์กะทันหัน หรือมีการเร่งความดัง (Gain) มากเกินไป แทนที่เสียงจะแตกพร่าแหลมบาดหู วงจรนี้จะช่วยประคองไม่ให้เสียงแตกหยาบ และยังให้โทนเสียงที่มีความอิ่มหนาตามสไตล์เครื่องเสียงอนาล็อกดั้งเดิม
Lexicon Effects คืออะไร?
Lexicon เป็นชื่อแบรนด์ผู้ผลิต DSP ที่ชำนาญเรื่องการสร้างเอฟเฟกต์เสียงครับ โดยเฉพาะเสียงประเภท Reverb (เสียงก้องกังวานเหมือนอยู่ในห้องโถง) และ Delay (เสียงสะท้อนที่ดังซ้ำๆ ตามจังหวะ) เมื่อเราเห็นคำว่า “Lexicon Effects” บนมิกเซอร์อย่างตัว Soundcraft นั่นหมายความว่าทางผู้ผลิตได้นำเอาเทคโนโลยีและชิปประมวลผลเอฟเฟกต์ของ Lexicon มาฝังระบบไว้ในตัวมิกเซอร์ให้ใช้งานได้เลย เนื่องจากทั้งสองแบรนด์นี้อยู่ในเครือบริษัทแม่เดียวกัน
ในกระบวนการทำงานด้านเสียง หากต้องการปรับแต่งเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีให้มีมิติ ไม่ฟังดูแห้งหรือแบนจนเกินไป ผู้ใช้งานจะใช้เอฟเฟกต์เหล่านี้มาช่วยสร้างสภาพแวดล้อมจำลองครับ เช่น การใส่เอฟเฟกต์ Reverb เพื่อปรับแต่งให้เสียงร้องฟังดูเหมือนกำลังอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่ หรืออยู่ในห้องสตูดิโอขนาดเล็ก
การมีระบบนี้อยู่ในตัวมิกเซอร์เลย ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถหมุนเลือกรูปแบบเสียงก้องหรือเสียงสะท้อนที่ตั้งค่ามาจากโรงงาน (Preset) และผสมเข้าไปในช่องสัญญาณเสียงแต่ละช่องได้ทันที โดยไม่ต้องไปหาซื้อเครื่องทำเอฟเฟกต์แยกต่างหากมาต่อพ่วงภายนอกให้ยุ่งยาก
จุดเด่นของ Signature Plus
- หน้าตาและการจัดวางปุ่มกดใช้งานง่าย
Signature Plus มีการวางองค์ประกอบต่างๆ ให้ดูสะอาดตา แบ่งโซนขาเข้าขาออกไว้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้งานกวาดสายตาหาจุดที่ต้องการปรับแต่งได้รวดเร็ว มีการใช้สีแยกประเภทปุ่ม และใช้ลูกบิดรูปทรง “squircle” (สี่เหลี่ยมขอบมน) ซึ่งช่วยให้สัมผัสติดมือและปรับค่าต่างๆ ได้แม่นยำขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถกวาดสายตาและปรับแต่งการตั้งค่าได้อย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ในช่วงที่เร่งรีบหรือหน้างงานที่มีแสงน้อย - คาแรคเตอร์เสียงอนาล็อก
ซีรี่ส์นี้ เลือกใช้ปรีแอมป์ไมค์ รุ่น Ghost ของ Soundcraft ที่มีข้อดีคือเวลามีคนร้องหรือเล่นดนตรีอัดเข้ามาแรงๆ เสียงมันจะไม่แตกพร่าบาดหู แถมให้เนื้อเสียงที่หนาขึ้นครับ พอเอามาใช้คู่กับ Sapphyre EQ ก็จะช่วยให้แต่งโทนเสียงได้เป็นธรรมชาติ ฟังลื่นหู นอกจากนี้ ยังใส่คอมเพรสเซอร์จาก dbx มาให้ด้วย เป็นแบบปุ่มเดียวหมุนง่ายๆ ช่วยคุมระดับเสียงไม่ให้โดดเกินไปแถมเพิ่มมิติให้เสียง แล้วถ้าใครอยากต่อเครื่องแต่งเสียงข้างนอกเพิ่ม ก็มีช่องเสียบ Insert เตรียมไว้ให้พร้อมเลยครับ - ระบบเอฟเฟกต์จาก Lexicon
Signature Plus เป็นซีรี่ส์เดียวเมื่อเทียบดับมิกเซฮร์ออื่นในระดับราคาเดียวกัน ที่มีเอฟเฟกต์ของ Lexicon ฝังมาให้ในตัว สำหรับรุ่น Signature Plus 12 ได้เพิ่มฟังก์ชัน Store สำหรับบันทึกค่าเอฟเฟกต์ที่ตั้งไว้ และฟังก์ชัน Tap Tempo ที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้มือกดเคาะเพื่อกำหนดจังหวะหรือความเร็วของเอฟเฟกต์ได้เอง ทำให้เล่นกับเสียงได้สนุกขึ้นครับ - ระบบการฟังเสียง สื่อสาร และหน้าปัดวัดระดับเสียง
เวลาทำงานจริง ตัวเครื่องมีระบบที่เรียกว่า Listen bus ที่ช่วยให้เลือกกดฟังเสียงเช็คทีละแชนแนลได้ โดยที่เสียงนั้นจะไม่ออกลำโพงหรือหูฟังศิลปิน และมีระบบ Talkback To ให้กดพูดส่งตรงไปหาจุดที่เราต้องการได้เลย พร้อมทั้งมีระบบไฟสถานะ SSM (Simple Success Metering) ที่ช่วยให้มองเห็นระดับสัญญาณครอบคลุมทั้งขาเข้าและขาออกได้อย่างรวดเร็ว - การเชื่อมต่อ USB-C
พอร์ต USB-C แบบ 4×4 ความละเอียด 192kHz เสียบเข้าคอมหรือมือถือเพื่อเปิดเพลงหรืออัดเสียงลงโปรแกรมได้สบายๆ สัญญาณเพลงจาก USB สัญญาณเสียงที่เข้ามาทาง USB สามารถเลือกส่งเข้าไปตามช่องสัญญาณต่างๆ บนมิกเซอร์ หรือจะส่งตรงออกลำโพงหลักไปเลยก็ได้ เหมาะสำหรับการเปิดเพลงช่วงพักเบรกหรือการเล่นแบบดีเจ แล้วคนคุมเสียงก็ยังกดฟังเพลงผ่านหูฟังตัวเองได้โดยตรงด้วย - ระบบมอนิเตอร์เสียงที่ใช้งานง่าย
ระบบการฟังเสียง (มอนิเตอร์) สามารถปรับตั้งค่าได้อย่างอิสระ โดยแยกช่องส่งสัญญาณสำหรับหูฟังและห้องควบคุม (Control Room) ออกจากกัน พร้อมฟังก์ชันพื้นฐานอย่าง Mute (ปิดเสียง), Dim (ลดระดับเสียงลงชั่วคราว) และ Mono Sum (รวมสัญญาณซ้าย-ขวา) ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกได้ว่าจะดึงเสียงมาจากช่อง Aux, ระบบ Listen, เสียงมิกซ์หลัก หรือเสียงจาก USB โดยตรง เพื่อให้การควบคุมเสียงตอบโจทย์พื้นที่การฟังแต่ละจุดได้อย่างแม่นยำครับ
ฟังก์ชันการทำงานหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนจัดการสัญญาณขาเข้า
- ปรีแอมป์ไมค์รุ่น Ghost: วงจรขยายสัญญาณไมโครโฟนที่จัดการกับเสียงที่เข้ามาแรงๆ ได้อย่างนุ่มนวล ไม่ทำให้เสียงแตกพร่า
- คอมเพรสเซอร์จาก dbx: ตัวควบคุมระดับความดังของเสียงแบบปุ่มเดียวที่ใช้งานง่าย ช่วยเกลี่ยเสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติกให้มีความสม่ำเสมอและมีมิติมากขึ้น
- ช่องต่อ TRS Insert: เป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับส่งสัญญาณเสียงออกไปเข้าเครื่องปรับแต่งเสียงภายนอก เช่น เครื่องบีบอัดเสียงกลองแบบเฉพาะทาง
- ไฟสถานะ SSM (Simple Success Metering): ระบบไฟบอกระดับเสียงที่ช่วยให้มองเห็นสัญญาณตั้งแต่ขาเข้าจนถึงขาออกได้อย่างแม่นยำ
- Sapphyre EQ: ตัวปรับแต่งย่านความถี่เสียง (ทุ้ม กลาง แหลม) ที่ให้โทนเสียงเป็นธรรมชาติ
- ระบบเอฟเฟกต์ Lexicon ในตัว: มาพร้อมฟังก์ชัน Store สำหรับบันทึกการตั้งค่า และ Tap Tempo สำหรับใช้นิ้วเคาะกำหนดจังหวะความเร็วของเอฟเฟกต์
- การออกแบบที่ใช้งานง่าย: มีการแบ่งสีปุ่มกดชัดเจน และใช้ลูกบิดทรง “squircle” (สี่เหลี่ยมขอบมน) ที่ช่วยให้สัมผัสติดมือ ปรับค่าต่างๆ ได้มั่นใจและรวดเร็ว
- ก้านเฟดเดอร์คุณภาพสูง: ก้านเลื่อนปรับระดับเสียงที่ให้สัมผัสนุ่มนวลและควบคุมเสียงได้ละเอียด
ส่วนสนับสนุนการทำงาน
- การเชื่อมต่อ USB-C (4×4 192kHz): สามารถเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือมือถือเพื่อเล่นไฟล์และบันทึกเสียงความละเอียดสูงได้อย่างต่อเนื่อง
- ระบบ Listen bus: ช่องทางฟังเสียงเฉพาะสำหรับคนคุมเครื่อง โดยสามารถเช็คเสียงแต่ละช่องได้โดยไม่ไปรบกวนเสียงหลักที่ส่งให้ผู้ชมหรือศิลปิน
- ระบบ Talkback To: สามารถเลือกส่งเสียงพูดคุยจากไมค์สื่อสารไปยังจุดที่ต้องการได้
- ช่องส่งสัญญาณ Aux 4 ช่อง: ช่วยให้จัดการเส้นทางเสียงที่จะส่งออกไปตามจุดต่างๆ (เช่น ลำโพงมอนิเตอร์บนเวที) ได้หลากหลาย
- ระบบมอนิเตอร์เสียงที่ปรับตั้งได้: คนคุมเสียงสามารถเลือกเส้นทางเสียงสำหรับหูฟังและลำโพงในห้องควบคุมได้อิสระ พร้อมปุ่มฟังก์ชัน Mute (ปิดเสียง), Dim (ลดระดับเสียงชั่วคราว), Mono Sum (รวมสัญญาณซ้าย-ขวา) และดึงเสียงจาก USB มาฟังได้โดยตรง
- คิวอาร์โค้ดหน้าเครื่อง: สามารถสแกนเพื่อเข้าถึงวิดีโอสอนการใช้งาน คู่มือ และการสนับสนุนต่างๆ ได้ทันที
- ซอฟต์แวร์แถม: มีชุดโปรแกรมมาให้สำหรับรองรับการทำงานผสมผสานระหว่างอนาล็อกและดิจิทัล
ความแตกต่างระหว่าง Signature Plus และรุ่นปกติ
ถ้าคุณกำลังลังเลระหว่างสองรุ่นนี้ ตารางด้านล่างจะช่วยเปรียบเทียบจุดสำคัญให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | Soundcraft Signature Plus | Soundcraft Signature (รุ่นมาตรฐาน) | Soundcraft Signature MTK |
|---|---|---|---|
| การเชื่อมต่อ USB | USB-C (4 In / 4 Out) | USB-B (2 In / 2 Out) | USB-B (Multi-track สูงสุด 24 In/22 Out) |
| ความละเอียดสูงสุด | 192kHz | 192kHz | 48kHz |
| ช่องต่อ TRS Insert | มี (บนทุกช่องโมโน) | ไม่มี | ไม่มี |
| ระบบสื่อสาร Talkback | มี (Talkback To) | ไม่มีปุ่มเฉพาะ | ไม่มีปุ่มเฉพาะ |
| ระบบมอนิเตอร์ | Listen Bus, ช่องหูฟังปรับได้ยืดหยุ่น | ระบบ Solo (PFL/AFL) พื้นฐาน | ไม่มีช่อง Control Room แยกต่างหาก |


บทความ สาระความรู้
เปิดเพลงจากโทรศัพท์เข้ามิกเซอร์ยังไง? มือใหม่ห้ามพลาด
อยากเปิดเพลงจากโทรศัพท์เข้ามิกเซอร์แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง SoundDD ขั้นตอนและทริคเล็ก ๆ มาฝากด้วยครับ
RCF ART 8 Series ลำโพงแอคทีฟที่ใช้ระบบ FiRPHASE และ BMC
RCF ART 8 Series ลำโพงแอคทีฟตู้คอมโพสิตน้ำหนักเบาที่มาพร้อมเทคโนโลยี M-Brace ระบบจัดการเฟส FiRPHASE และ BMC สำหรับคนทำงานระบบเสียง
KRK V Series Five เที่ยงตรง พลังสูง ตัวจริงเรื่องงานโปรดักชัน
KRK V Series Five ลำโพงมอนิเตอร์เรือธงพลังสูง 455W พร้อมเทคโนโลยี KRK Mesh และไกด์เลือกรุ่น V4, V6, V8 ให้เป๊ะกับขนาดห้องสตูดิโอ
ทำความรู้จัก Yamaha DM5 และ DM5 Compact มิกเซอร์เสียงพร้อมเทคโนโลยี Glass Keys รุ่นแรก
ส่องสเปก Yamaha DM5 Series มิกเซอร์ 96kHz ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Glass Keys รุ่นแรกของโลก เปรียบเทียบรุ่น DM5 และ DM5 Compact
โปรโมชั่น
โปรโมชั่น JBL HOME Theater Stage 2 & MA Series ลดพิเศษสูงสุด 50%
1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2569
Promotion Pioneer DJ Starter Pack: Ready to DJ จัดแพ็คคู่ราคาพิเศษ สำหรับมือใหม่ เปิดโหมด DJ
15 ส.ค. - 31 ต.ค. 2569
โปรโมชัน SHURE Wireless Mic ไมโครโฟนไร้สาย ลดราคาพิเศษเฉพาะ รุ่น SVX Series เท่านั้น
1 ส.ค. - 31 ต.ค. 2569
JBL PRO Portable Speaker โปรโมชั่นพิเศษ ชุดเครื่องเสียงลำโพงยอดนิยม ดีลลดสูงสุด 15%
15 ส.ค. - 31 ต.ค. 2569
ผลงานการติดตั้ง
ลูกค้าของเรา ระบบเสียงห้องประชุม สำนักงานจังหวัดลพบุรี
ลูกค้าของเรา ระบบเสียงห้องประชุม สำนักงานจังหวัดลพบุรี ชุดประชุม Soundvision, มิกเซอร์ Audio Technica และเครื่องขยายเสียง TOA จากงานสำนักงานคลังจังหวัดลพบุรี
ลูกค้าของเรา ข้าวต้มซอยเบสท์ ระบบเสียงแบคกราวด์มิวสิค
ระบบเสียงแบคกราวด์มิวสิคกับร้านข้าวต้มซอยเบสท์ มาดูกันว่าการเปิดเพลงคลอเบาๆ ในร้าน ช่วยสร้างบรรยากาศสบายๆ ให้ลูกค้าที่แวะมาทานอาหารได้อย่างไรบ้าง
ลูกค้าของเรา เทศบาลตำบลสวนหลวง ระบบเสียงห้องประชุม
ชมภาพรวมระบบเสียงห้องประชุมเทศบาลตำบลสวนหลวง ดูรูปแบบสินค้าและการจัดวาง เพื่อเป็นแนวทางนำไปปรับใช้กับระบบในองค์กรคุณ
ลูกค้าของเรา Rimhong Cafe | ระบบเสียง Ozone Songkran Music Festival
พาชมระบบเสียงงาน Ozone Songkran Music Festival ที่ Rimhong Cafe จ.ศรีสะเกษ งานนี้ติดตั้งลำโพง JBL Professional SRX900 แบบ Full