สานต่อความแรงจาก YAMAHA DM3 ที่เขย่าวงการมิกเซอร์ไซซ์เล็กไปก่อนหน้านี้ คราวนี้ Yamaha ขยับสเปกขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว DM5 และ DM5 Compact ที่ยกเอาระบบจากรุ่นเรือธงอย่าง DM7 มาย่อส่วนให้อยู่ในขนาดที่ทำงานคล่องตัวขึ้น เรามาดูกันว่าซีรีส์ใหม่นี้มีทีเด็ดอะไรที่คนทำเครื่องเสียงต้องรู้บ้าง
YAMAHA DM5 SERIES
สำหรับ Yamaha DM5 Series ต้องบอกว่านี่คือดิจิทัลมิกเซอร์ระดับมืออาชีพที่ทำมาอุดช่องโหว่ระหว่างรุ่นน้องอย่าง DM3 กับรุ่นเรือธงอย่าง DM7 โดยเป้าหมายหลักคือการดึงเอาระบบประมวลผลเสียงระดับพรีเมียม มาใส่ไว้ในโครงสร้างเครื่องที่กะทัดรัดและขนย้ายไปลุยหน้างานได้สะดวกขึ้น ซีรีส์นี้มีให้เลือกใช้งาน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ DM5 รุ่นสแตนดาร์ดที่รองรับอินพุตได้ถึง 60 แชนเนล และ DM5 Compact รุ่นย่อไซซ์ที่รองรับอินพุต 48 แชนเนล
สิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้น่าสนใจสำหรับคนทำเครื่องเสียง คือความครบเครื่องของเทคโนโลยีระบบเสียงยุคใหม่ เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวแผงควบคุม Glass Keys ที่นำมาใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งให้สัมผัสที่แม่นยำและทนทาน ผสานเข้ากับหน้าจอสัมผัสที่ปรับองศาได้ (Tiltable Display) ขุมพลังการประมวลผลเสียงความละเอียดสูง 96 kHz และที่ขาดไม่ได้คือระบบจัดการไมโครโฟนอัตโนมัติ Dan Dugan Automixer ที่ฝังมาให้ในตัว นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับระบบเน็ตเวิร์ก Dante มาเป็นมาตรฐาน และเปิดให้ขยายการใช้งานเพิ่มได้ผ่าน PY Cards รวมถึงรองรับซอฟต์แวร์เฉพาะทางอย่าง Broadcast และ Theatre Package เรียกว่าเป็นมิกเซอร์ที่ย่อส่วนขุมพลังจากรุ่นใหญ่มาตอบสนองงานโปรดักชันได้อย่างครอบคลุมเต็มประสิทธิภาพ
นวัตกรรม Glass Keys และหน้าจอ Tiltable Display
สิ่งแรกที่สะดุดตาที่สุดของ DM5 Series คือแผงควบคุมที่ Yamaha เรียกว่า Glass Keys ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการมิกเซอร์ที่มีการนำผิวสัมผัสแบบกระจกเรียบๆ มาผสานเข้ากับปุ่มกดแบบกายภาพ (Physical Buttons) ทำให้เวลาใช้งานจะให้ความรู้สึกคล้ายกับการแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ยังคงความแม่นยำและการตอบสนองแบบปุ่มกดจริง แถมยังเช็ดทำความสะอาดง่ายและมีความแข็งแรงทนทาน ทนต่อสภาพแวดล้อมหน้างานหนักๆ ได้สบาย
นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นยังมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสหลักขนาด 13.3 นิ้ว ที่สามารถปรับองศาการมองเห็นได้ (Tiltable Display) รวมถึงมีหน้าจอ Utility ย่อยขนาด 4.3 นิ้ว เอาไว้ดูสถานะแชนเนลต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ฟีเจอร์นี้ช่วยแก้ปัญหาเวลาเจอแสงจ้าหน้างาน หรือตอนที่ต้องตั้งมิกเซอร์ในมุมที่จำกัด ก็ยังสามารถปรับหน้าจอหลบแสงและมองเห็นพารามิเตอร์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นตัวเครื่องยังรองรับการตั้งชื่อแชนเนลแบบหลายภาษา (Multi-Language Channel Names) โดยสามารถพิมพ์เป็นภาษาท้องถิ่นผ่านโปรแกรม DM Editor หรือแอป DM StageMix ได้เลย
อีกจุดเด่นคือการมีให้เลือกถึง 2 ขนาดตัวเครื่อง โดยรุ่น DM5 จะรองรับอินพุตได้ 60 แชนเนล พร้อมหน้าจอ 2 ชุด ส่วนรุ่น DM5 Compact จะย่อส่วนลงมารองรับ 48 แชนเนลและออกแบบมาให้สามารถฝังเข้าตู้แร็กมาตรฐานได้พอดี นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังจัดเต็มด้วยขุมพลังเสียงระดับ 96 kHz ที่ให้โทนเสียงโปร่งใสเป็นธรรมชาติ และเสริมความฉลาดด้วยระบบ Channel Assist AI ที่ช่วยวิเคราะห์และแนะนำการตั้งค่าเสียงให้แบบอัตโนมัติ ทำให้คุณประหยัดเวลาตอนซาวด์เช็กไปได้เยอะเลยครับ
คุณสมบัติ
ระบบเสียง (SOUND)
ระบบเสียงของ DM5 Series เน้นการทำงานที่ครอบคลุม โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์การให้เสียงแบบ “Transparent Sound” หรือเสียงที่มีความโปร่งใสตามแบบฉบับของ Yamaha ซึ่งหมายถึงการถ่ายทอดสัญญาณเสียงออกมาให้เป็นธรรมชาติที่สุดโดยไม่ปรุงแต่งสีสันเพิ่ม ทำให้เราได้รายละเอียดเสียงจากหน้าเวทีแบบเนื้อๆ เน้นๆ เพื่อนำไปใช้งานต่อ
การปรับแต่งเสียงจะเริ่มต้นที่ Channel Strip หรือส่วนควบคุมประจำแชนเนล โดยมีเครื่องมือจัดการไดนามิก (Dynamics) หรือส่วนควบคุมระดับเสียงให้เลือกใช้ถึง 8 รูปแบบตามลักษณะงาน ได้แก่
- Gate และ Expander: ตัวช่วยลดเสียงรบกวนที่เล็ดลอดเข้ามาในไมโครโฟน โดยตัว Expander จะคุมเสียงรบกวนในระดับต่ำๆ พร้อมรักษาระดับการตอบสนองเสียงหลักให้เป็นธรรมชาติ
- De-Esser: จัดการเสียงเสียดแทรกในย่านความถี่สูง (เช่น เสียงพยัญชนะ ซ, ส) ให้นุ่มนวลและฟังชัดเจนขึ้น
- Ducking: ฟังก์ชันลดระดับเสียงพื้นหลังอัตโนมัติเมื่อมีเสียงหลักเข้ามา
- กลุ่ม Compressor: เครื่องมือสำหรับบีบอัดและควบคุมระดับเสียงที่มีหลายคาแรกเตอร์ ตั้งแต่ Legacy Comp ที่ตั้งค่าง่ายและคุ้นมือ, Comp 260 สไตล์ VCA ที่ให้เสียงกระชับมีแรงปะทะ เหมาะกับเสียงกลอง, และ Diode Bridge Comp ที่ให้ความนุ่มนวล ช่วยเชื่อมเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ในระบบให้ดูกลมกลืนกัน
- FET Limiter: ใช้ควบคุมระดับเสียงสูงสุด (Peak) อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาพลังงานและความหนักแน่นของเสียงเอาไว้
ในส่วนของการปรับจูนความถี่เสียง เราสามารถเลือกใช้อัลกอริทึม EQ ได้ 4 รูปแบบ เพื่อให้เข้ากับแหล่งกำเนิดเสียงและสไตล์การทำงานของแต่ละคน โดยมีหน้าจอ RTA (Real-Time Analyzer) ที่แสดงกราฟคลื่นความถี่ให้ดูกันสดๆ ช่วยให้ประเมินและปรับแต่งเสียงได้แม่นยำขึ้น
ตัวเครื่องยังเปิดให้ออกแบบเส้นทางสัญญาณ (Flexible Signal Flow) ได้เอง เราสามารถสลับลำดับการทำงานก่อน-หลังระหว่าง EQ และส่วนควบคุมไดนามิกชุดที่ 2 (Dyn2) ทำให้สามารถควบคุมโทนเสียงและทิศทางของสัญญาณได้อย่างอิสระตามความต้องการ
และเมื่อต้องเจองานที่ใช้ไมโครโฟนหลายตัวพร้อมกัน ระบบมี Dan Dugan Automixer ที่ใช้ชุดคำสั่ง Dugan Speech System™ เข้ามาช่วยจัดการ ระบบจะทำหน้าที่ประเมินและรักษาสมดุลความดังของไมค์แต่ละตัวให้อัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาความยุ่งยากในการคุมเสียง และลดโอกาสการเกิดเสียงไมค์หอน (Feedback) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบการทำงาน (WORKFLOW)
ตัวเครื่องรองรับการปรับแต่งหน้าแผงควบคุม (Console) ได้ตามความถนัดของผู้ใช้งาน เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนมาใช้ปุ่มสัมผัสแบบกระจก (Glass keys) แทนปุ่มกดแบบดั้งเดิม ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและก้าวข้ามข้อจำกัดเก่าๆ ทำให้การแสดงข้อมูลบนปุ่มมีความชัดเจน และรองรับการสัมผัสสั่งงานได้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
หน้าจอของเครื่องสามารถปรับความเอียงได้ เพื่อให้มองเห็นและใช้งานได้ถนัดในทุกสภาพแวดล้อม ตัวจอมีให้เลือกตั้งองศาความเอียงได้ 4 ระดับ ช่วยให้คนคุมเครื่องหามุมที่สบายตาและเข้ากับท่าทางการทำงานได้พอดี ไม่ว่าจะยืนคุมหรือนั่งทำงาน ข้อดีอีกอย่างของการปรับเอียงจอได้ คือช่วยหลบมุมแสงสะท้อนเข้าตาเวลาดูข้อมูล ทั้งจากแสงแดดตอนออกงานกลางแจ้ง หรือแสงไฟที่ส่องลงมาจากด้านบน ทำให้มองเห็นรายละเอียดบนจอได้ชัดเจนตลอดเวลาโดยไม่ต้องคอยเพ่งสายตา
ฟังก์ชัน Assist บนเครื่องรุ่น DM5 และ DM7 เปรียบเหมือนผู้ช่วยที่เข้ามาจัดการตั้งค่าพื้นฐานให้ ช่วยลดเวลาเตรียมตัวก่อนเริ่มงานไปได้เยอะ ทำให้คนคุมเครื่องมีเวลาโฟกัสกับการมิกซ์เสียงได้เต็มที่
- HA Assist: คอยแนะนำระดับความดังของ Head Amp ที่พอดีที่สุดให้ โดยดูจากความแรงของสัญญาณเสียงที่เข้ามา
- Comp Assist: ช่วยแนะนำค่าคอมเพรสเซอร์ที่เหมาะกับเสียงแต่ละแบบ เพื่อปูพื้นฐานให้เริ่มมิกซ์ต่อได้ง่ายขึ้น
- Fader Assist: แนะนำระดับความสมดุลของเฟดเดอร์ในแต่ละแชนเนลที่เลือกใช้งานฟังก์ชันนี้ไว้
- Naming Assist: วิเคราะห์เสียงที่เข้ามา แล้วแนะนำชื่อแชนเนลพร้อมไอคอนที่สอดคล้องกันให้อัตโนมัติ
การควบคุม (Control)
การคุมเครื่องทำได้รวดเร็วและเข้ามือมากครับ เราสามารถตั้งค่าพารามิเตอร์ที่ใช้บ่อยๆ ไว้ที่ปุ่มหมุน User Defined Knobs ซึ่งทำงานคู่กับหน้าจอย่อยขนาด 4.3 นิ้วได้เลย ในแง่ของการคุมระบบ (Total Control) DM5 สามารถเชื่อมต่อเพื่อสั่งงานอุปกรณ์ I/O ของ Yamaha, เพาเวอร์แอมป์ ไปจนถึงเช็กสถานะไมค์ลอยและอุปกรณ์จากแบรนด์ Third-Party ได้จากหน้าจอเดียว
สำหรับการเตรียมงาน เราสามารถทำไฟล์โชว์ล่วงหน้าแบบออฟไลน์ผ่านโปรแกรม DM Editor ได้เลย (ไฟล์ใช้ร่วมกับรุ่นพี่อย่าง DM7 ได้ด้วย) และรองรับการคุมมิกเซอร์ผ่าน iPad ด้วยแอป StageMix และ MonitorMix รวมถึงแพลตฟอร์มปรับแต่งหน้าจอคัสตอมอย่าง ProVisionaire Control PLUS ส่วนใครที่เอาไปใช้ในสตูดิโอ ตัวเครื่องมีโหมด DAW Remote ที่ช่วยซิงก์การทำงานเข้ากับโปรแกรมทำเพลง ให้เราคุมระดับเสียงและคำสั่ง Play/Stop ผ่านเฟดเดอร์บนคอนโซลได้ทันที แค่กดปุ่มเลือก “DAW Remote” ตรง Fader Bank DCA ครับ
เปรียบเทียบ
หลายคนอาจจะกำลังชั่งใจว่าระหว่าง DM5 รุ่นปกติ กับรุ่น DM5 Compact ควรจะเลือกรุ่นไหนดี? ความต่างหลักๆ จะอยู่ที่ขนาดพื้นที่การทำงาน (Workspace) และจำนวนแชนเนล (Channel Count) ครับ โดยขุมพลังระบบประมวลผลภายในนั้นทรงพลังเท่ากันทั้งหมด
ในเรื่องของหน้าจอและพื้นที่ควบคุม รุ่น DM5 จะมาพร้อมหน้าจอ 13.3 นิ้วถึง 2 จอ และมีเฟดเดอร์ 26 ก้าน (แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 12+1) ทำให้คนทำงานสามารถแยกดูพารามิเตอร์และควบคุมแชนเนลได้เยอะในเวลาเดียวกัน ในขณะที่รุ่น DM5 Compact จะย่อส่วนลงมาให้มีหน้าจอ 13.3 นิ้วเพียงจอเดียว และมีเฟดเดอร์ 13 ก้าน (12+1) เน้นความคล่องตัวและประหยัดพื้นที่ตั้งวางเป็นหลัก
สำหรับจำนวนแชนเนลอินพุต รุ่น DM5 จะรองรับอินพุตสูงสุดที่ 60 ชาแนล พร้อมจุดเสียบสัญญาณแอนะล็อกด้านหลังเครื่อง (Local I/O) ที่ 32 In / 16 Out ส่วนรุ่น DM5 Compact จะรองรับสูงสุดที่ 48 ชาแนล พร้อมจุดเสียบด้านหลัง 16 In / 16 Out
หากระบบของคุณจำเป็นต้องฝังมิกเซอร์ลงในแร็กมาตรฐาน รุ่น DM5 Compact จะเป็นคำตอบที่ใช่ เพราะสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริม (RK5) เพื่อยึดเข้าแร็กได้ทันที ส่วนรุ่น DM5 จะมีขนาดตัวเครื่องกว้างเกินกว่าจะลงตู้แร็กปกติได้
เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบสเปกแบบชัดๆ ลองดูตารางด้านล่างนี้ครับ:
| สเปกและฟีเจอร์ | Yamaha DM5 | Yamaha DM5 Compact |
|---|---|---|
| แชนเนลอินพุต (สูงสุด) | 60 ชาแนล | 48 ชาแนล |
| จำนวนเฟดเดอร์ | 26 ก้าน (Twin Fader Bays) | 13 ก้าน (Single Fader Bay) |
| หน้าจอสัมผัส | จอหลัก 13.3 นิ้ว (2 จอ) + จอย่อย 4.3 นิ้ว (2 จอ) | จอหลัก 13.3 นิ้ว (1 จอ) + จอย่อย 4.3 นิ้ว (1 จอ) |
| จุดเชื่อมต่อแอนะล็อก I/O | 32 Input / 16 Output | 16 Input / 16 Output |
| น้ำหนักตัวเครื่อง | 21.5 กิโลกรัม | 13.3 กิโลกรัม |
| การติดตั้งเข้าตู้แร็ก | ไม่รองรับ | รองรับ (ต้องใช้อุปกรณ์เสริม RK5) |
เหมาะกับใคร
เมื่อดูจากขีดความสามารถการเชื่อมต่อ สล็อตการ์ดเสริม และแพ็กเกจซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ซีรีส์นี้ไม่ได้เป็นแค่มิกเซอร์ไซซ์กลางทั่วไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมารองรับงานโปรดักชันตั้งแต่งานเช่าระบบเสียงสำหรับคอนเสิร์ต งานประชุมสัมมนาระดับประเทศ ไปจนถึงการใช้งานถาวรในสตูดิโอบรอดแคสต์และโรงละคร ถือว่าเป็นมิกเซอร์ที่รองรับการทำระบบเสียงยุคใหม่ได้ครบถ้วน และขนย้ายสะดวก
สรุป
Yamaha DM5 Series เป็นการดึงเอาความเก่งของมิกเซอร์รุ่นพี่มาอัดลงในบอดี้ไซซ์กลางให้พกพาง่ายขึ้นนั่นเองครับ จุดขายที่น่าจะถูกใจคนทำซาวด์หลายคนคือแผงควบคุมแบบ Glass Keys ที่แปลกใหม่ ทนทาน และหน้าจอที่พับตั้งได้ บวกกับขุมพลัง 96 kHz ที่มี AI มาช่วยคิดช่วยจูน ทำให้เราทำงานหน้างานได้ไวขึ้นเยอะ แถมการมีให้เลือกทั้งรุ่น DM5 และ DM5 Compact ที่เอาไปลงตู้แร็กได้ ก็ช่วยให้จัดสรรพื้นที่ทำงานได้ง่ายขึ้น


บทความ สาระความรู้
ทำความรู้จัก Yamaha DM5 และ DM5 Compact มิกเซอร์เสียงพร้อมเทคโนโลยี Glass Keys รุ่นแรก
ส่องสเปก Yamaha DM5 Series มิกเซอร์ 96kHz ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Glass Keys รุ่นแรกของโลก เปรียบเทียบรุ่น DM5 และ DM5 Compact
ใหม่! Soundcraft Signature Plus มิกเซอร์รุ่นล่าสุดจากซีรีส์ตำนาน
ทำความรู้จักมิกเซอร์ Soundcraft Signature Plus รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมพอร์ต USB-C และระบบ Talkback ตอบโจทย์งานสตรีมมิ่งและโฮมสตูดิโอ
สรุปเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ใน บลูทูธ 6.0 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง?
สรุปเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ใน Bluetooth 6.0 ที่ปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ช่วยระบุตำแหน่งแม่นยำ ปลอดภัย และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิม
รีวิว Mackie Thumpv4 ลำโพงแอคทีฟ ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ
อ่านรีวิวลำโพง PA Mackie Thumpv4 Series วิเคราะห์สเปกจริง เสียงเบส ฟีเจอร์ตัดเสียงหอน เหมาะกับดีเจและนักดนตรีเล่นสดหรือไม่
โปรโมชั่น
โปรโมชัน ALPHATHETA DJ Special Deal เครื่องเล่นดีเจ ราคาพิเศษ และของแถมตามรายการสินค้าที่กำหนด
15 ก.ย. -31 ต.ค. 2569
โปรโมชัน SOUNDDD SOUND UP! 2026 “ยกระดับทุกเสียง ดีลพิเศษ SEPTEMBER 2026”
1 - 30 ก.ย. 2569
YOUR PRIVATE MUSIC FESTIVAL โปรโมชัน ลำโพง JBL LIFESTYLE AUDIO
15 ส.ค. - 30 ก.ย. 2569
The Art of Sound โปรโมชัน ลำโพง HARMAN KARDON พร้อมของแถมสุดพิเศษ
วันนี้ - 30 ก.ย. 2569
ผลงานการติดตั้ง
ลูกค้าของเรา ข้าวต้มซอยเบสท์ ระบบเสียงแบคกราวด์มิวสิค
ระบบเสียงแบคกราวด์มิวสิคกับร้านข้าวต้มซอยเบสท์ มาดูกันว่าการเปิดเพลงคลอเบาๆ ในร้าน ช่วยสร้างบรรยากาศสบายๆ ให้ลูกค้าที่แวะมาทานอาหารได้อย่างไรบ้าง
ลูกค้าของเรา เทศบาลตำบลสวนหลวง ระบบเสียงห้องประชุม
ชมภาพรวมระบบเสียงห้องประชุมเทศบาลตำบลสวนหลวง ดูรูปแบบสินค้าและการจัดวาง เพื่อเป็นแนวทางนำไปปรับใช้กับระบบในองค์กรคุณ
ลูกค้าของเรา Rimhong Cafe | ระบบเสียง Ozone Songkran Music Festival
พาชมระบบเสียงงาน Ozone Songkran Music Festival ที่ Rimhong Cafe จ.ศรีสะเกษ งานนี้ติดตั้งลำโพง JBL Professional SRX900 แบบ Full
ลูกค้าของเรา Next idol academy ระบบเสียงเวที ห้องเทรนนิ่ง และห้องเรียน
ขอขอบคุณ Next idol academy ที่ไว้วางใจให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการติดตั้งระบบเสียงสำหรับเวที ห้องเทรนนิ่ง และห้องเรียน