ตัวเลขแชนเนลของระบบเสียงรอบทิศทาง (Surround Sound) หมายถึงอะไร?

ตัวเลขแชนแนลของระบบเสียงรอบทิศทาง (Surround Sound) หมายถึงอะไร?

ตัวเลขแชนเนลของระบบเสียงเซอร์ราวด์
(Surround Sound) หมายถึงอะไร?

เมื่อเราพูดถึงระบบเสียงรอบทิศทางแล้วก็ต้องมีตัวเลขเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น 2.1, 5.1, 7.1, 7.1.2, 9.1 อื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเลขเหล่านี้คืออะไร ? ตัวเลขที่เราเห็นนั้นก็คือ แชนเนล (channels) หรือ ช่องสัญญาณลำโพงนั่นเอง แล้ว “ตัวเลขแชนเนล หมายถึงอะไร?” เรามีคำอธิบายดังนี้

ตัวเลขแชนเนล หมายถึงอะไร?

หมายเลขแรก (เช่น “5” ใน 5.1)

หมายเลขแรกแสดงจำนวนลำโพงหลัก

หมายเลขแรก หมายถึงจำนวนของลำโพงหลัก โดยลำโพงหลักในที่นี้คือ ลำโพงด้านหน้า, ด้านซ้าย, ด้านขวา, ตรงกลางและลำโพงเซอร์ราวด์ต่างๆ นั่นเองครับ

หมายเลขที่สอง (เช่น “1” ใน 5.1)

หมายเลขที่สอง หมายถึงจำนวนของซับวูฟเฟอร์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วค่านี้จะอยู่ที่เลข 1 ซึ่งหมายความว่ามีซับวูฟเฟอร์หนึ่งตัว แม้ว่าระบบเสียงเซอร์ราวด์หรือระบบเสียงรอบทิศทางส่วนใหญ่จะใช้งานได้ดีด้วยซับวูฟเฟอร์เพียงตัวเดียว แต่คุณอาจจะเจอเลข 2 ได้ เนื่องจากบางคนก็ชอบเสียงซับวูฟเฟอร์สองตัวเพราะเป็นความชอบส่วนตัวนั้นเอง

หมายเลขที่สาม (เช่น “2” ใน 7.1.2)

หมายเลขที่สามแสดงจำนวนลำโพงด้านบน

หมายเลขที่สาม หมายถึงจำนวนลำโพงที่อยู่ด้านบน โดยมักจะอยู่บนเพดานของห้องโฮมเธียเตอร์ หรือในบางครั้งจะเป็นลำโพงที่ยิงเสียงขึ้นด้านบน แล้วตกกระทบลงมา เพื่อให้มิติเสียงจากทางด้านบน ซึ่งเราจะพบตัวเลขเช่น 7.1.2, 9.1.2 ตามระบบโฮมเธียเตอร์ครับ

Netflix และ ระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1

Netflix (เน็ตฟลิกซ์) คือแพลตฟอร์มสำหรับชมซีรีส์และภาพยนตร์ ที่ได้รับความนิยมมาก ณ ช่วงเวลานี้ คุณสามารถรับชม Netflix ด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 ได้ เนื้อหาที่มีคุณสมบัติรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 จะมีไอคอน Dolby Digital Plus หรือไอคอน 5.1 แสดงอยู่ในหน้าคำอธิบายของภาพยนตร์

Netflix และ ระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1

การสตรีมด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 ต้องมีสิ่งต่อไปนี้

  • ระบบเสียงที่ใช้งานเสียงรอบทิศทาง 5.1 ได้
  • อุปกรณ์ที่ใช้งาน Netflix ได้และรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1
  • ตั้งค่าคุณภาพการสตรีมเป็น “ปานกลาง” “สูง” หรือ “อัตโนมัติ

Dolby Atmos ใน Netflix

Dolby Atmos คือระบบเสียงคุณภาพแบบเดียวกันกับระบบเสียงที่ใช้ในโรงภาพยนตร์ มาพร้อมคุณสมบัติการถ่ายทอดเสียงได้ 360 องศา ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศรอบข้าง และให้มิติเสียงจากด้านบน ที่สมจริง เป็นระบบเสียงรอบทิศทาง ที่ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลาง เหตุการณ์ต่างๆ ภายในภาพยนตร์เรื่องโปรด ตอบโจทย์มิติใหม่ได้อย่างแตกต่าง

Share :
Dolby Atmos ใน Netflix

สามารถรับชม Netflix ในระบบเสียง Dolby Atmos ได้จากซีรีส์และภาพยนตร์บางเรื่อง โดยต้องมีสิ่งที่ต่อไปนี้

  • แพ็คเกจ Netflix ที่รองรับการสตรีมในแบบ Ultra HD

  • อุปกรณ์ที่ใช้งาน Netflix ได้และสามารถเล่น Dolby Atmos ได้

  • ระบบเครื่องเสียงที่ใช้งาน Dolby Atmos ได้

  • ตั้งค่าคุณภาพการสตรีมเป็น “สูง” หรือ “อัตโนมัติ”

ระบบลำโพงสเตอริโอ 2.0

สเตอริโอ

ระบบลำโพงสเตอริโอ 2.0 ถ้าจะพูดให้เห็นภาพเลย คือ ลำโพงที่ตั้งอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา โดยระบบสเตอริโอ 2.0 เป็นการตั้งค่าระบบเสียงสเตอริโอพื้นฐานที่ไม่มีเสียงรอบทิศทางหรือเสียงเซอร์ราวด์ โดยทั่วไปจะใช้เพื่อฟังเพลง มีราคาที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบโฮมเธียเตอร์ที่ดี ให้เสียงที่ดีกว่าสำหรับการรับชมภาพยนตร์และทีวี ให้คุณภาพเสียงมากกว่าลำโพงขนาดเล็กที่ติดมาพร้อมกับทีวี

ระบบลำโพงสเตอริโอ 2.1

2.1 แชนแนล

ระบบเสียงสเตอริโอ 2.1 จะทำให้โฮมเธียเตอร์ของคุณมีเสียงที่ดีขึ้นเล็กน้อย โดยคุณจะมีลำโพงด้านซ้ายและขวาในแต่ละด้านของทีวี ด้วยการเพิ่มซับวูฟเฟอร์มาหนึ่งตัว คุณจะเพิ่มเสียงเบสและความลึกให้กับระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ของคุณ

เนื่องจากไม่มีลำโพงรอบข้าง การจัดวางนี้เป็นพื้นฐานที่ดี การเพิ่มซับวูฟเฟอร์จะช่วยปรับปรุงเสียงให้ดีและมีมิติขึ้นอย่างแน่นอน มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นคุณจะได้ยินเสียงความถี่ต่ำได้ดีขึ้น คุณจะเพลิดเพลินไปกับโฮมเธียเตอร์ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเดินสายไฟให้เกะกะ

ซาวด์บาร์ (Soundbar) นั้นคือตัวเลือกที่ดีสำหรับระบบ 2.1 เพราะซาวด์บาร์หลายๆ รุ่นนั้นเป็นระบบ 2.1 แชนเนลและใช้เพื่อเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ ทีวี เพลง

ระบบเสียง 3.1

3.1 แชนแนล

ระบบเสียงสเตอริโอ 3.1 เป็นระบบเสียงที่มีลำโพงหลักสามตัวกับซับวูฟเฟอร์หนึ่งตัว ลำโพงหลักจะประกอบไปด้วยลำโพงด้านซ้าย ลำโพงกลาง (เซ็นเตอร์) ลำโพงด้านขวา โดยตำแหน่งการวางซับวูฟเฟอร์นั้น ถือว่าสำคัญไม่น้อย การวางซับวูฟเฟอร์ไว้บนพื้นบ้าน หรือพรม ก็ให้เสียงที่แตกต่างกัน ทีมงานแนะนำให้ลองวางไว้ด้านหน้าระหว่างลำโพงซ้าย-ขวา ซึ่งมักจะเป็นจุดที่ให้เสียงที่มีความกลมกล่อม ลงตัวมากที่สุดครับ

การเพิ่มลำโพงกลางหรือลำโพงเซ็นเตอร์นั้นจะช่วยให้บทสนทนาในภาพยนตร์นั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลำโพงซ้าย-ขวาจะใช้สำหรับเอฟเฟ็กต์ เพลง และเสียงสเตอริโออื่นๆ ระบบ 3.1 จะเน้นที่เสียงด้านหน้าเท่านั้นจะไม่มีลำโพงเสียงเซอร์ราวด์

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 5.1 

5.1.2 แชนแนล

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 5.1 เป็นระบบเสียงที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด โดยจุดเด่นหลักของ 5.1 เลยคือ ให้มิติของเสียงที่ครอบคลุม ล้อมรอบผู้ฟัง ได้ดียิ่งกว่า 3.1 แบบคนละเรื่องกันเลย โดยจะมีลำโพงด้านหลัง 2 ใบเพิ่มเติมเข้ามาจากระบบ 3.1 โดยการจัดวางลำโพงด้านหลังที่เหมาะสมที่สุด

**ทีมงานแนะนำว่าให้วางลำโพงด้านหลังหันหน้าเข้าหาลำโพง Center แล้วลองนั่งฟังเสียงที่ได้ และปรับลำโพงมุมตามความชอบส่วนบุคคลได้เลยครับ

Share :

อย่างที่บอกไปว่าระบบเสียงเซอร์ราวด์ 5.1 เป็นระบบเสียงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมสื่อแทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ฟังเพลง, ดูทีวี หรือชมภาพยนต์ ให้มีมิติของเสียงที่ดียิ่งขึ้น ส่วนตัวทีมงานมองว่าสำหรับการรับชมภาพยนตร์ แล้วมีลำโพงที่ให้เสียงจากด้านหลังนี่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ชมได้เป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าดูหนังผี แล้วมีเสียงจากด้านหลังนี่บอกเลยว่าดีสุดๆ ครับ

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1

7.1 แชนแนล

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 นั้นส่วนประกอบจะเหมือนกับระบบ 5.1 โดยจะเป็นการเพิ่มลำโพงด้านหลังอีกสองตัว เป็นที่นิยมใช้ในโฮมเธียเตอร์ ซึ่งในระบบโฮมเธียเตอร์เซอร์ราวด์ 7.1 การเพิ่มลำโพงสองตัวที่ด้านหลังทำให้ได้รับประสบการณ์เสียงที่เต็มอิ่มยิ่งขึ้น มิติของเสียงจะค่อนข้างละเอียดกว่า 5.1 ตำแหน่งลำโพงนั้นควรวางลำโพงด้านหลังสองตัวไว้ที่มุม 135 ถึง 150 องศา จากลำโพงเซ็นเตอร์/ทีวี เพื่อให้ประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่ดีที่สุด

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1.2

7.1.2 แชนแนล

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1.2 หมายถึงการตั้งค่าเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 ด้วยการเพิ่มลำโพงเพดานหรือลำโพงด้านบนสองตัว การตั้งค่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นลำโพงติดเพดาน Dolby Atmos อ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

ระบบเสียงเซอร์ราวด์นี้เหมาะที่สุดสำหรับเพดานเรียบที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ โดยความสูงของเพดานไม่ควรเกิน 14 ฟุต หรือประมาณ 4.2 เมตร มอบประสบการณ์โฮมเธียเตอร์ชั้นยอด สมจริง และดื่มด่ำ สร้างโดมเสียงในโฮมเธียเตอร์ของคุณ ตราบใดที่เครื่องรับ (receiver) ของคุณรองรับ Dolby Atmos คุณก็สามารถทำการกำหนดค่านี้ได้ 

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.2

7.2 แชนแนล

ระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ 7.2 เป็นระบบที่กำลังเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นและเครื่องรับ (receiver) จำนวนมากเริ่มรองรับการตั้งค่าแบบ 7.2 แล้ว โดยมีองค์ประกอบทั้งหมดเหมือนกับระบบ 7.1 แต่เพิ่มซับวูฟเฟอร์ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว เพื่อให้เครื่องรับที่รองรับระบบนี้ที่มีซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว

การตั้งค่า 7.2 เพื่อสร้างความสมดุลของเสียงเบสในโฮมเธียเตอร์ ให้เสียงเบสที่ดังหรือเบาในส่วนต่างๆ ของห้อง เสียงเบสจะกระจายอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้รับประสบการณ์เสียงเบสแบบเดียวกันไม่ว่าคุณจะนั่งที่ใด ในขณะที่บางคนก็พอใจกับซับวูฟเฟอร์เพียงตัวเดียว 

**หากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบในเสียงเบสและต้องการเลือกซับวูฟเฟอร์ให้กับระบบโฮมเธียเตอร์ของคุณ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในการเลือกซับวูฟเฟอร์ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 9.1

ระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ 9.1 เป็นระบบที่มีลำโพงหลักเก้าตัวกับซับวูฟเฟอร์หนึ่งตัว องค์ประกอบนั้นจะเหมือนกับระบบ 7.1 มีลำโพงสูงด้านหน้าสองตัวที่เพิ่มเข้ามาโดยวางเหนือลำโพงหลักด้านซ้ายและขวา เพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุด ซึ่งควรอยู่เหนือลำโพงหน้าซ้ายและขวาประมาณ 3 ฟุต หรือประมาณ 0.9 เมตร โดยหันหน้าเข้าหาผู้ฟังโดยตรง

นี่คือการตั้งค่าระบบเสียงเซอร์ราวด์แบบโฮมเธียเตอร์ระดับไฮเอนด์ไม่เหมือน 7.1, 5.1 ซึ่งควรใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตั้งค่าระบบ เนื่องจากมีส่วนประกอบและข้อมูลจำเพาะมากมายที่ต้องพิจารณา เพื่อตั้งค่าระบบประเภทนี้ให้ออกมาสมบูรณ์แบบ

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 9.1.2

9.1.2 Channel

ระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ 9.1.2 เป็นระบบที่มีลำโพงหลักเก้าตัวกับซับวูฟเฟอร์หนึ่งตัว ซึ่งแตกต่างจากระบบ 9.1 เล็กน้อย ส่วนประกอบทั้งหมดประกอบด้วย ลำโพงหลัก ด้านหน้า ซ้ายและขวา ลำโพงเซ็นเตอร์ ซับวูฟเฟอร์, ลำโพงด้านบน ด้านหน้าซ้ายขวา  ลำโพงเซอร์ราวด์ซ้ายขวา, ลำโพงหลังซ้ายขวา และเพดานซ้ายขวา สร้างประสบการณ์เสียงโดมระดับไฮเอนด์ที่ชวนดื่มด่ำที่แบบที่ระบบ 7.1.2 มี แต่เพิ่มชั้นเสียงเพิ่มเติมด้วยลำโพงหน้ากว้างด้านซ้ายขวา

ระบบอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

แม้ว่าระบบที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของระบบโฮมเธียเตอร์แล้ว แต่ก็ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ยังไม่พบระบบโฮมเธียเตอร์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับบุคคลนั้น ไม่ต้องกังวลเพราะยังมีตัวเลือกที่ให้คุณกำหนดค่าของระบบโฮมเธียเตอร์อีก ดังนี้

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 4.1

เป็นอีกระบบที่ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ประกอบด้วยลำโพงด้านหน้าซ้าย ด้านหน้าขวา ด้านหลังซ้าย และด้านหลังขวาพร้อมซับวูฟเฟอร์หนึ่งตัว แต่ที่ต้องแยกออกนั้นก็เพราะว่า ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 4.1 นั้นมีไม่ลำโพงเซ็นเตอร์เหมือนระบบอื่นๆ ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 6.1

เหมือนกับระบบเสียงเซอร์ราวด์ 5.1 แต่มีลำโพงที่เพิ่มเข้ามา โดยตำแหน่งจะอยู่ที่ตรงกลางด้านหลังโฮมเธียเตอร์ของคุณซึ่งจะช่วยเพิ่มมิติใหม่โดยไม่ต้องใช้การจัดวางแบบระบบ 7.1 สร้างประสบการณ์เสียงที่สมจริงยิ่งขึ้น สร้างเสียงที่กว้างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นในโฮมเธียเตอร์ของคุณด้วยการเพิ่มลำโพงเพียง 1 ตัว

ซึ่งระบบเสียงเซอร์ราวด์ 6.1 นั้นก็มีอยู่ 2 มุมมองครับ มุมแรกก็คือ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อลำโพงเพิ่มถึง 2 ใบ เพื่อเป็นระบบ 7.1 การซื้อลำโพงเพิ่มอีกใบนั้นไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ 6.1 ก็เพียงพอแล้ว กับอีกมุมนึงคือเป็น 6.1 ไปก่อนแล้วค่อยซื้อเพิ่มให้กลายเป็น 7.1 ในอนาคตได้ ซึ่ง 2 มุมมองนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลไม่มีถูกหรือผิดครับ

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 10.2

ระบบ 10.2 ได้รับการพัฒนาโดยผู้สร้าง THX, Tomlinson Holman สโลแกนสำหรับระบบนี้คือ “ดีเป็นสองเท่าของ 5.1” ซึ่งประกอบด้วยลำโพงหลักด้านหน้าเจ็ดตัวได้แก่ ลำโพงกว้างซ้ายขวา, ลำโพงสูงซ้ายขวา, ลำโพงเซ็นเตอร์ มีลำโพงเซอร์ราวด์สามตัว ได้แก่ ด้านซ้าย ด้านหลัง ด้านขวา พร้อมซับวูฟเฟอร์สองตัว ระบบเสียงเสียงนี้มีวิธีการจัดวางและตั้งค่าไม่เหมือนกันโฮมเธียเตอร์ทั่วไปแต่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเพื่อรองรับการตั้งค่าระบบนี้ ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการทำระบบนี้

ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 13.1

Dolby Digital Plus รองรับระบบเสียงเซอร์ราวด์สูงสุด 13.1 ซึ่งเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและหาได้ยากในโฮมเธียเตอร์ทั่วไป อย่างไรก็ตามนี่อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้ที่ชอบค้นคว้าและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อหาความลงตัวแบบที่คุณชอบครับ

ระบบเสียงแบบไหนดีที่สุด ?

ระบบเสียงแต่ละแชนเนลนั้นจะสมบูรณ์แบบหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดห้องที่ใช้งานระบบนั้น ๆ  ด้วย หากคุณมีห้องขนาดเล็ก คุณควรเลือกใช้ระบบแชนเนลน้อยๆ ส่วนห้องที่ใหญ่ขึ้นจะได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยจำนวนแชนเนลของลำโพง อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นห้องขนาดเล็กก็สามารถใช้ประโยชน์จากลำโพงที่วางด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง บนเพดาน (เว้นแต่จะเป็นเพดานที่ต่ำเป็นพิเศษ) ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว คุณจะได้เสียงที่ดีขึ้นด้วยจำนวนลำโพงที่มากขึ้น วางไว้อย่างเหมาะสมทั่วทั้งห้องอย่างแน่นอน

สรุป

การเลือกระบบเสียงที่เหมาะสมกับขนาดห้องและการจัดวางที่ถูกต้อง เสียงที่ได้นั้นรับรองว่ามีประสิทธิภาพแน่นอนครับ การเลือกระบบเสียงนั้นควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีความประสบการณ์เป็นผู้แนะนำเพื่อความถูกต้องรวดเร็วและลดค่าใช้จ่าย (กรณีลำโพงไม่เพียงพอต่อขนาดห้อง) หรือสิ้นเปลืองโดนไม่จำเป็น (กรณีลำโพงมีเยอะเกินไปจนต้องตัดลำโพงออกจากระบบ) แน่นอนครับว่าระบบเสียงเซอร์ราวด์นั้นให้ประสบการณ์การดูหนัง ฟังเพลง ที่เหนือกว่าระบบสเตอริโอหรือลำโพงทีวี บางคนมองว่าระบบเสียงที่กล่าวมายุ่งยากเกินไปก็สามารถใช้ ซาวด์บาร์ ได้ครับ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นซาวด์บาร์หรือการวางระบบเสียงนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลด้วย วันนี้ก็ต้องขอตัวลาไปก่อน พบกันใหม่ในบทความหน้า ขอบคุณและสวัสดีครับ

ขอบคุณข้อมูลความรู้ดีดีจาก TheHomeTheaterDIY

Share :

ใส่ความเห็น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก