เทคนิคการเลือกใช้ เพาเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) เลือกเครื่องขยายเสียงอย่างไร ให้เหมาะกับลำโพงของคุณ??

How to choose Power Amp Banner 1
Home » เกร็ดความรู้ (Tip & Trick) » เทคนิคการเลือกใช้ เพาเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) เลือกเครื่องขยายเสียงอย่างไร ให้เหมาะกับลำโพงของคุณ??

เวลาอ่านโดยประมาณ : 3 minutes

ก่อนจะกล่าวถึงเทคนิคการเลือกเพาเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) เรามาทำความรู้จักกับเพาเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) เบื้องต้นกันก่อนดีกว่า

เพาเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) เป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในด้านระบบเสียง เป็นอุปกรณ์ในภาคขยายกำลัง หรือขยายเสียงภาคสุดท้าย เพิ่มขนาดของสัญญาณขาออก ให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับสัญญาณขาเข้า ก่อนส่งต่อสัญญาณเสียงออกไปยังลำโพง

เทคนิค…ก่อนการเลือกใช้เครื่องขยายเสียงอย่างง่าย

1. เลือกเครื่องขยายเสียง ให้เหมาะกับลำโพง

เทคนิค การเลือกเครื่องขยายเสียงให้เหมาะกับลำโพง หรือการจับคู่ (Matching) ต้องเลือกเครื่องขยายเสียงให้มีกำลังวัตต์ที่มากกว่า หรือต้องไม่น้อยกว่าค่าวัตต์ (Continuous Power หรือ RMS Power) และควรเลือกกำลังวัตต์สูงสุดไม่ควรเกินค่า (Peak Power) ของลำโพง เพื่อความปลอดภัยของดอกลำโพงขณะใช้งาน และ การจับคู่ (Matching) ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะต้องการรีดความสามารถของดอกลำโพงออกมามากน้อยเพียงใดด้วย

สิ่งที่เราต้องดูเป็นอันดับแรกคือ…

  • ความสามารถในการรับกำลังวัตต์ของลำโพง (Power Handling)
  • ค่าอิมพิแดนซ์ของลำโพง (Impedance)

ตัวอย่างที่ 1  JBL PRX 415M ตู้ลำโพง 125นิ้ว 2 ทาง 1200 วัตต์

JBL PRX 415M 15" Two-Way Stage Monitor and Loudspeaker System JBL PRX 415M ตู้ลำโพง 2 ทาง ขนาด 15 นิ้ว 1200 วัตต์ JBL PRX415M ลำโพง

ยกตัวอย่างเช่น 

JBL PRX415M สามารถรับกำลังวัตต์อยู่ที่

  • 300 วัตต์ (Continuous Power หรือ RMS Power)
  • 600 วัตต์ (Program Power)  
  • 1,200 วัตต์ (Peak Power)

และมีค่าอิมพิแดนซ์ของลำโพงอยู่ที่ 8 Ω โอม

จากนั้นให้เราเลือกเครื่องขยายเสียง เราขอยกตัวอย่าง…จากการดูสเปกเครื่องขยายเสียงของ CROWN XTi – Series

CROWN XTi2 Choose Amp Technic
เทคนิคการเลือกใช้ เพาเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) เลือกเครื่องขยายเสียงอย่างไร ให้เหมาะกับลำโพงของคุณ?

จากสเปค…ให้เรามาดูความสามารถในการให้กำลังขับของเครื่องขยายเสียงของแต่ละ Model ที่ 8 Ω Dual นะครับ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับกำลังวัตต์ของลำโพงรุ่น JBL PRX415M เพื่อทำการจับคู่ (Matching) ให้เหมาะสมกัน

จากเทคนิคด้านบนจะสามารถจับคู่ (Matching) ได้ดังนี้…

  • CROWN XTi – Series Model ที่สามารถจับคู่ (Matching) กับ JBL PRX415M ได้อย่างเหมาะสม จะมีตั้งแต่ Model 2002 , Model 4002 , Model 6002 เพราะมีกำลังวัตต์ 8 Ω Dual ที่มากกว่า 300 วัตต์ (ซึ่งเป็นวัตต์ RMS ของ JBL PRX415M)
  • ส่วนรุ่นที่จับคู่ (Matching) ได้ดี ได้เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดคือ Model 6002 เพราะมีกำลังวัตต์ 8 Ω Dual ที่ 1200 วัตต์ (ซึ่งเท่ากับวัตต์ Peak ของ JBL PRX415M) ซึ่งรีดความสามารถของลำโพงได้อย่างเต็มที่ และถึงที่สุด
  • ส่วนรุ่นที่ไม่เหมาะกับการจับคู่ (Matching) นั่นคือ Model 1002 เนื่องจากมีกำลังวัตต์ที่ 8 Ω Dual เพียง 275วัตต์ (ซึ่งน้อยกว่าวัตต์ RMS ของ JBL PRX415M) นั่นเอง

ตัวอย่างที่ 2  EV ZLX-15 ตู้ลำโพง 15 นิ้ว 2 ทาง 1,000 วัตต์

EV ZLX-15P 12" POWERED LOUDSPEAKER ตู้ลำโพง 15 นิ้ว 2 ทาง 1,000 วัตต์ มีแอมป์ในตัว คลาส D ซาวด์ดีดี ช็อป จำหน่ายเครื่องเสียงราคาถูก
Nominal Impedance
Passive Power Handling 1000W peak
Power Handling (Continuous / Peak) 250 / 1000W
Power Rating 1000W

เครื่องขยายเสียงที่แมตช์ และเหมาะกับลำโพงรุ่นนี้ ขอยกเป็นตัวอย่างเช่น เครื่องขยายเสียงแบรนด์ EV รุ่น Q66 II (เป็นอย่างน้อย) ซึ่งดูสเปคแล้วค่อนข้างที่จะแมตช์กัน ไม่น้อยกว่าวัตต์ของลำโพงนั่นเอง

Continuous Rated Power (1 kHz, THD 1%) 2Ω 900 Watts
Continuous Rated Power (1 kHz, THD 1%) 4Ω 600 Watts
Continuous Rated Power (1 kHz, THD 1%) 8Ω 380 Watts
Continuous Rated Power (20-20 kHz, THD<0,2%) 4Ω 500 Watts
Continuous Rated Power (20-20 kHz, THD<0,2%) 8Ω 250 Watts

2. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องขยายเสียง ที่มีกำลังวัตต์น้อยกว่าลำโพงโดยเด็ดขาด

เพราะนอกจากจะขับลำโพงไม่เต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้คุณภาพของเสียงขาดน้ำหนัก หรือบางท่านเรียกว่า “เสียงออกมาแบบไม่เต็ม” นอกจากนี้อาจจะเกิดความเสียหายกับแอมป์ขยายด้วย เพราะอาจเกิดความร้อนสะสมจนทำให้แอมป์ได้รับความเสียหายได้ บางทีอาจจะลามทำให้ลำโพงของเราเกิดความเสียหายได้เช่นกันครับ

3. เลือกใช้เครื่องขยายเสียง ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดี และมีประสิทธิภาพ

“เครื่องขยายเสียง” ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีนั้น จะต้องมีความสามารถในการขยายสัญญาณจากแหล่งต้นกำเนิดเสียง (Source) หรือเสียงจากแหล่งต้นฉบับเดิม ให้เกิดความผิดเพี้ยนหรือ เติมสีสัน หรือเปลี่ยนโทนเสียงไปจากเดิมให้น้อยที่สุด (ค่าความเพี้ยนยิ่งต่ำยิ่งดี) และต้องเลือกเครื่องขยายเสียง ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ที่หน้างานสถานที่จริง เช่น ควรเลือกเครื่องขยายเสียงที่มีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ, มีวงจรป้องกันความเสียหายต่อระบบของเครื่องขยายเอง และต่อดอกลำโพง เป็นต้น

4. หาข้อมูล ศึกษาสเปคให้ดีเสียก่อน

เครื่องขยายเสียงของแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ มีคุณสมบัติ คุณภาพ และราคาที่แตกต่างกัน เราจึงควรศึกษาข้อมูล การดูสเปค หรืออ่านรีวิวจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้ดีเสียก่อน ยิ่งเจาะลึกได้ยิ่งดี เป็นการทำการบ้านมาก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ จากนั้นจึงหันมามองดู ว่าคุณต้องการจะเลือกซื้อไปใช้งานในประเภทไหน สถานที่ไหน กำลังวัตต์ของลำโพงเท่าใด จากนั้นจึงเลือกสเปกและคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของคุณ เรียกง่ายๆว่าควรยอมสละเวลาสักนิดก่อนตัดสินใจในการซื้อนั่นเองครับ

คลิก รับชม VDO รีวิว และอ่านรีวิวสินค้าของ ซาวด์ดีดี ช็อป ได้ที่นี่

5. ก่อนซื้อ…แนะนำให้ทดสอบการใช้งาน และทดลองฟังเสียงด้วยตัวคุณเอง

เครื่องขยายเสียง ต่างถูกออกแบบมาให้มีจุดเด่น และมีข้อจำกัด ที่แตกต่างกันออกไป บางรุ่นอาจมีกำลังขับที่ดี (วัตต์สูง) แต่ให้คุณภาพรายละเอียดเสียงที่ด้อย หรือบางรุ่นให้คุณภาพเสียงและรายละเอียดดี แต่ให้กำลังขับที่น้อยไป ทำให้ไม่แมชกับการใช้งานจริง ดังนั้น หากคุณต้องการได้เครื่องขยายเสียงที่ให้ทั้งคุณภาพ และกำลังวัตต์พร้อมกับน้ำเสียงที่ถูกใจคุณแล้วหละก็ แนะนำให้เดินทางไปทดสอบและลองฟังเสียงด้วยหูของคุณเอง ที่ร้าน โชว์รูม หรือ บริษัทที่ขาย เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่าย และจะได้เครื่องขยายเสียงที่ถูกใจคุณอย่างแน่นอน

“เครื่องขยายเสียง” เป็นเหมือนกำลังขับเคลื่อน เป็นเหมือนแรงหนุนสุดท้าย ก่อนขยายสัญญาณ เพื่อส่งต่อไปยังลำโพง หากเลือกใช้เครื่องขยายเสียงที่ดีมีคุณภาพ เครื่องขยายเสียง และลำโพง แมตซ์สเปคที่ลงตัว จับคู่ (Matching) อย่างเหมาะสม ก็จะได้ประสิทธิภาพของระบบเสียงที่ดี

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าทุกท่านจะได้รับความรู้ไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับการเลือกแอมป์ขยายเสียง ขอบคุณ และสวัสดีครับ

สามารถชมสินค้า “แอมป์ขยายเสียง” ได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย

การเลือกเพาเวอร์แอมป์ให้เหมาะสมกับลำโพงจะได้เสียงที่ดีขึ้นหรือไม่?

คำตอบ : การเลือกแอมป์ให้เหมาะกับลำโพงนั้น ไม่ใช่แค่การดูแค่เพียงตัวเลขสเปคแล้วจะสามารถตัดสินได้ว่าแอมป์ตัวนี้เหมาะกับลำโพงหรือไม่? เราควรต้องฟังเสียงด้วย ตัวเลขกำลังวัตต์ไม่สามารถตัดสินคุณภาพของเสียงได้ แต่จะให้ “คุณภาพของวัตต์” ของแอมป์ที่ดีมากกว่า วิธีเริ่มต้นฟังอย่างง่าย คือ ฟังที่คุณภาพของเสียงเบส ได้ยินเสียงทุ้มจากลำโพงที่มีความคมชัด มีน้ำหนัก ให้รายละเอียด ตอบสนองความถี่ต่ำสอดคล้องกับสเปคของลำโพงตัวนั้นหรือไม่? เสียงที่ได้ถูกใจเราหรือไม่? ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

หากใช้เครื่องขยายเสียงที่มีกำลังวัตต์น้อยกว่าลำโพงจะเป็นอย่างไร?

คำตอบ : ส่งผลต่อการทำงานของลำโพง ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เสียงขาดน้ำหนัก เสียงออกมาแบบไม่เต็ม อาจเกิดความเสียหายกับแอมป์ขยายได้ เกิดความร้อนสะสม ไปจนถึงทำให้ลำโพงเกิดความเสียหายได้เช่นกัน

RMS Power คืออะไร?

คำตอบ : RMS (Root Mean Square) คือ ค่าวัตต์เฉลี่ยที่เพาเวอร์แอมป์สามาถจ่ายให้ได้ หรือลำโพงสามารถรับได้แบบต่อเนื่อง แล้วเสียงไม่เพี้ยน ไม่แตก

บทความที่คุณอาจสนใจ

แชร์หน้านี้

ใส่ความเห็น

หน้าแรก
โปรโมชั่น
กลุ่มสินค้า
บทความ
บัญชี
หน้าแรก
โปรโมชั่น
กลุ่มสินค้า
บทความ
บัญชี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึก